ท่ามกลางกระแส Digital Transformation ที่เร่งตัวขึ้นทั้งในมิติการทำงานและชีวิตส่วนตัว ภัยคุกคามออนไลน์ได้ทวีความซับซ้อนจนไม่อาจจัดการได้ด้วยเครื่องมือเพียงชิ้นเดียวอีกต่อไป ความมั่นคงปลอดภัยที่แท้จริงในยุคนี้ จึงต้องอาศัยการบูรณาการระหว่าง “ความตระหนักรู้ของผู้ใช้งาน” และ “ระบบอัจฉริยะอัตโนมัติ” ที่คอยเฝ้าระวังและสกัดกั้นความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง องค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านแนวคิดจากการตั้งรับ (Reactive) มาเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive) โดยฝังรากฐานความปลอดภัยลงไปในทุกจุดเชื่อมต่อตั้งแต่การออกแบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดในโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน
อรุณ กุมาร์ Regional Vice President APAC, ManageEngine.กล่าวว่า ประสบการณ์การใช้อินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เริ่มต้นจากความตื่นตัวและการป้องกันหลายชั้น เมื่อกิจกรรมดิจิทัลเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในที่ทำงานและชีวิตประจำวัน จะไม่มีมาตรการหรือเครื่องมือใดเพียงอย่างเดียวที่สามารถปกป้องผู้ใช้งานจากภัยคุกคามออนไลน์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องได้อย่างครอบคลุม ความยืดหยุ่นและความมั่นคงปลอดภัยที่แท้จริงจึงเกิดจากการผสานผู้ใช้งานที่มีความรู้และตระหนักด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เข้ากับระบบควบคุมอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติที่ทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจจับความผิดปกติ บังคับใช้นโยบาย และลดความเสี่ยง
ในปัจจุบัน อุปกรณ์ ผู้ใช้งาน และทุกการเชื่อมต่อ ล้วนสามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีได้ องค์กรจึงต้องยอมรับว่าความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และปรับมาใช้แนวทางเชิงรุกในการเฝ้าระวังและติดตามสภาพแวดล้อมดิจิทัล แทนการพึ่งพาการตอบสนองหลังเกิดเหตุเพียงอย่างเดียว ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้งานที่ปลอดภัยมากขึ้น ตั้งแต่การหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความอ่อนไหวบนเครือข่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ ไปจนถึงการสังเกตและรับรู้ลิงก์หรือคำขอชำระเงินที่น่าสงสัย
วันอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น (Safer Internet Day) เป็นเครื่องเตือนใจที่เหมาะสมว่า ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยควรถูกออกแบบและฝังอยู่ในระบบตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่เพิ่งนำมาเสริมภายหลังเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว หลักพื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัย เช่น การมองเห็นและจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล การอัปเดตแพตช์อย่างทันท่วงที การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง และการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นแนวป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับทั้งองค์กรและบุคคล แม้ภัยคุกคามจะมีความซับซ้อนมากขึ้นก็ตาม
ด้วยการผสานสุขอนามัยดิจิทัลที่เข้มแข็งเข้ากับการกำกับดูแลแบบอัตโนมัติ องค์กรจะสามารถปกป้องทั้งระบบองค์กรและข้อมูลส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้น พร้อมรักษาความเชื่อมั่นในโลกดิจิทัลที่เชื่อมต่อกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง








