AI ไม่ใช่ทางเลือก เจาะ 4 เทรนด์ Health Tech ทางรอดวงการแพทย์

เทรนด์ Health Tech

ในปี 2026 ที่จะถึงนี้ วงการสาธารณสุขและการแพทย์ กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง จากเดิมที่เราตื่นเต้นกับการมาถึงของ AI ในฐานะเครื่องมือช่วยวินิจฉัยโรค วันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงส่วนเสริม แต่กลายเป็นรากฐานของการดำเนินงานต่าง ๆ แล้ว

เทรนด์ในปีนี้ เกิดขึ้น เมื่อโรงพยาบาลและองค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกเริ่มมองหาวิธี Modernize หรือยกเครื่ององค์กรให้ทันสมัย เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษาคนไข้ให้หาย แต่ขยายไปถึงการสร้างประสิทธิภาพ การลดต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น และการอุดรอยรั่วด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม

Techhub พาไปสำรวจ 4 เทรนด์ Health Tech ปี 2026 จากรายงานล่าสุด ที่จะชี้ให้เห็นว่าเมื่อคลื่นแห่ง AI ลูกใหม่ถาโถมเข้ามา องค์กรแพทย์ต้องปรับตัวอย่างไร ทั้งเรื่อง Infrastructure, Data Governance และ Cybersecurity เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด

1. การผงาดของ Agentic AI ผู้ช่วยอัจฉริยะที่คิดและทำงานแทนมนุษย์ได้

เทรนด์ในปี 2026 คือยุคของ Agentic AI หรือ AI ที่มีความเป็นตัวแทนในการทำงาน ซึ่งมีความสามารถในการตัดสินใจและลงมือกระทำ ในกระบวนการที่ซับซ้อนได้เอง

Agentic AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานในโรงพยาบาล จากงานซ้ำซากจำเจ สู่การจัดการ Workflow ที่ยุ่งยาก ช่วยให้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ธุรการมีเวลาโฟกัสกับการดูแลคนไข้จริงๆ มากขึ้น

ทำไมต้องจับตามอง?

จากข้อมูลระบุว่า Healthcare เป็น 1 ใน 3 อุตสาหกรรมหลักที่มีการใช้งาน AI Agents มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านไอที, การจัดการองค์ความรู้, หรือแม้แต่การวิจัยพัฒนายา ซึ่ง AI Agents สามารถช่วยบริษัทยาเร่งความเร็วในการวิจัย หรือช่วยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวิเคราะห์เคสที่ถูกประกันปฏิเสธจ่ายเงิน และทำเรื่องอุทธรณ์ให้อัตโนมัติ ไปจนถึงทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยด้านสุขภาพเสมือนจริงให้คนไข้

แต่แม้จะดูสวยหรู แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน อุปสรรคใหญ่ของ Agentic AI คือความไว้วางใจและงบประมาณ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดเล็ก การปล่อยให้ AI ตัดสินใจและกระทำเองโดยไม่มีมนุษย์ตรวจสอบยังถือเป็นความเสี่ยง

Nichole Niesen ผู้อำนวยการด้าน Automation จาก Corewell Health ได้เตือนไว้ในงานประชุม CHIME Fall Forum 2025 ว่า องค์กรต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง หากจะอนุญาตให้ Agent ตัดสินใจโดยไม่มีมนุษย์ตรวจสอบ นอกจากนี้ การเพิ่ม Machine Identities เข้ามาในระบบไอที ยิ่งทำให้การจัดการความปลอดภัยไซเบอร์ซับซ้อนขึ้นไปอีก แต่ถึงกระนั้น ด้วยแรงกดดันด้านต้นทุนและความต้องการเพิ่ม Productivity เทรนด์นี้จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในปี 2026

2. สมรภูมิความปลอดภัย บาลานซ์ระหว่าง Security และ Workflow ของแพทย์

อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ Cybersecurity ที่ไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องของความเป็นความตาย ในสหรัฐฯ มีการเสนอปรับปรุงกฎหมาย HIPAA ซึ่งอาจบังคับให้โรงพยาบาลต้องมีมาตรการเข้มข้นขึ้น เช่น การสำรองข้อมูล, การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน, และการเฝ้าระวังแบบ Real-time

ทำไมสิ่งนี้ ถึงเป็นปัญหา ลองจินตนาการดูว่า หากแพทย์ต้องเสียเวลากรอกรหัสผ่าน 2 ชั้น หรือติดขัดกับระบบสแกนไวรัสในขณะที่คนไข้กำลังวิกฤต นั่นคือหายนะ กลุ่มผู้บริหารโรงพยาบาลกว่า 100 แห่งได้ลงนามคัดค้านร่างกฎหมายบางส่วน โดยมองว่ามาตรการทางเทคนิคที่เข้มงวดเกินไปอาจขัดแย้งกับสถาปัตยกรรม IT สมัยใหม่ และสร้างภาระงานเอกสารมหาศาลให้กับทีม IT ที่งานล้นมืออยู่แล้ว

ฉะนั้นแล้ว โจทย์ใหญ่ของปี 2026 คือการหาจุดสมดุล ระหว่าง
– การป้องกันข้อมูลคนไข้ ไม่ให้ถูก Ransomware โจมตีจนระบบล่ม
– การรักษาความลื่นไหลในการทำงาน เพื่อให้แพทย์รักษาคนไข้ได้ทันท่วงที

แนวโน้มที่เราจะเห็นคือการนำระบบอัตโนมัติ และระบบเฝ้าระวังต่อเนื่อง มาใช้จัดการเรื่อง Identity Access Management แทนการใช้คน เพื่อให้ระบบปลอดภัยโดยไม่ไปขัดขวางการทำงานของหมอหน้างาน

3. Smart Care Continuum เมื่อคนไข้คาดหวังประสบการณ์ระดับธนาคารดิจิทัล

ในยุคที่แอปธนาคารโอนเงินได้ในเสี้ยววินาที หรือแอปสายการบินจัดการตั๋วได้ทันที ผู้ป่วยอาจเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมการหาหมอถึงยุ่งยากขนาดนี้?

เทรนด์ที่ 3 คือการมุ่งเน้นไปที่ Patient Experience และ Smart Care Continuum หรือความมต่อเนื่องของการดูแลรักษา ปัญหาเดิมๆ คือข้อมูลคนไข้ที่กระจัดกระจาย เช่น คนไข้รักษาตัวในโรงพยาบาลเสร็จแล้ว ต้องไปหาหมอเฉพาะทางต่อ แต่ข้อมูลไม่ถูกส่งต่อหากัน ผลลัพธ์คือคนไข้อาจต้องเล่าประวัติใหม่ หรือแย่กว่านั้นคือการนัดหมายทับซ้อนจนเกิดการผิดนัด ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

ดังนั้น AI คือกาวใจ ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการเชื่อมต่อข้อมูล ที่สมบูรณ์ขึ้น โดยมี AI เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น

1.AI Contact Centers ศูนย์บริการข้อมูลที่ตอบคำถามและจัดการนัดหมายได้แม่นยำ
2.Digital Intake Systems ระบบลงทะเบียนดิจิทัลที่ลดงานเอกสารหน้าเคาน์เตอร์
3.Smart Tracking เครื่องมืออย่าง ERAdvisor ที่ช่วยให้คนไข้และญาติรู้สถานะในห้องฉุกเฉินได้แบบเรียลไทม์

4. กลับสู่สามัญ ซึ่ง Data Governance ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ถูกมองข้าม

เทรนด์สุดท้ายอาจดูไม่หวือหวา แต่มันคือกระดูกสันหลัง ของทุกเทคโนโลยีที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือ Data Governance หรือการธรรมาภิบาลข้อมูล

เราพูดเรื่อง AI กันเยอะ แต่ AI จะฉลาดได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลที่ป้อนเข้าไปนั้น สะอาด ถูกต้อง และมีมาตรฐาน ซึ่งในปี 2026 โรงพยาบาลจะเริ่มตระหนักว่า หากข้อมูลขยะ ผลลัพธ์จาก AI ก็คือขยะ

แก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุ โดยแทนที่จะมานั่งแก้ข้อมูลหลังบ้าน ซึ่งเป็นวัฏจักรนรกที่ไม่จบสิ้น องค์กรต้องสร้าง Data Literacy หรือความเข้าใจเรื่องข้อมูลให้กับแพทย์และพยาบาลหน้างาน ให้พวกเขาเข้าใจว่า ทำไม การกรอกข้อมูลให้ถูกตั้งแต่แรกถึงสำคัญ

ปี 2026 ของวงการ Health Tech ไม่ใช่แค่เรื่องของการโชว์ล้ำด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่เป็นการวางรากฐาน เพื่อให้เทคโนโลยีทำงานได้จริง องค์กรต้องกล้าที่จะนำ Agentic AI มาช่วยงาน, ต้องฉลาดในการวางระบบความปลอดภัยที่ไม่ขัดขาแพทย์, ต้องใส่ใจประสบการณ์คนไข้ให้เหมือนลูกค้า VIP และสุดท้าย ต้องกลับมาจัดระเบียบข้อมูลอย่างจริงจัง

ที่มา

https://healthtechmagazine.net/article/2026/02/4-health-tech-trends-watch-2026