แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ช่องว่างทางนโยบาย และการตื่นตัวด้านสุขภาวะทางใจ กำลังเป็นตัวกำหนดทิศทางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2026

Close-up view of man and woman making account of family income. Writing down and calculating expenses. Attentive review of finance. Calculator on desk. Economy concept

รายงานผลการสำรวจล่าสุดจาก Milieu Insight ชี้ว่า ตลอดปี 2025 ประชาชนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญแรงกดดันซ้อนทับจากหลายด้าน ทั้งภาระ ค่าครองชีพที่พุ่งสูง ความไม่แน่นอนด้านการจ้างงาน และความกังวลเรื่องสุขภาพ ส่งผลให้ความเครียด ในระดับครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาจากหน่วยงานภาครัฐ กลับลดลงและยังอยู่ในวงจำกัด ทำให้ผู้คนจำนวนมากจำเป็นต้อง “ปรับตัวด้วยตนเอง” มากกว่าที่เคย

Milieu Insight ระบุว่า เมื่ออาเซียนก้าวเข้าสู่ปี 2026 แนวโน้มความตึงตัวนี้อาจยังคงดำเนินต่อไป พร้อมแรงคาดหวังที่ถาโถมไปยังภาครัฐ นายจ้าง และแบรนด์ต่าง ๆ ในการตอบสนองต่อผู้บริโภค ที่ระมัดระวังขึ้นและต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 3,000 คนในสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ พบว่า “ค่าครองชีพ” เป็นความกังวลอันดับหนึ่งของประชาชนในปี 2025 โดยเฉลี่ย 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วภูมิภาคระบุว่า ค่าครองชีพเป็นปัญหาระดับชาติ ทั้งนี้ สิงคโปร์มีสัดส่วน ความกังวลสูงที่สุดที่ 86% ตามด้วยไทย (82%) อินโดนีเซีย (79%) ฟิลิปปินส์ (74%) มาเลเซีย (70%) และเวียดนาม (59%)

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงกดดันจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อไม่ใช่เพียงสถานการณ์ชั่วคราว แต่กำลังผลักให้ครัวเรือนต้องปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายและจัดลำดับความสำคัญใหม่อย่างจริงจัง อีกทั้งเริ่ม ส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย

แม้หลายประเทศจะออกนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือแล้ว แต่ความมั่นใจต่อ “ประสิทธิภาพ” ของ ภาครัฐยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเพียง 39% ของกลุ่มที่กังวลเรื่องค่าครองชีพระบุว่า มาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจหรือความช่วยเหลือในปีที่ผ่านมา “ช่วยบรรเทาภาระได้อย่างมีนัยสำคัญ” ซึ่งสะท้อนช่องว่าง ที่ชัดเจนระหว่างสิ่งที่นโยบายตั้งใจจะทำกับสิ่งที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริง

วิกฤต 3 ด้านที่คนอาเซียนต้องรับมือ ทั้งค่าครองชีพ การงาน และสุขภาพ

ผลการสำรวจชี้ว่า ตลอดปี 2025 ผู้คนในภูมิภาคต้องรับมือกับ “จุดเปราะบางที่มาบรรจบกัน” ทั้งราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่มั่นคงด้านงาน และความกังวลด้านสุขภาพ โดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผล กระทบซึ่งกันและกัน จนทำให้ความเครียดสะสมในครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ผู้คนจำนวนมากจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายใหม่ โดยเน้น ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น อาหาร การเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค การดูแลสุขภาพ และการศึกษา

อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญคือ “ที่อยู่อาศัย” โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่ที่เติบโตเร็ว พบว่า 47% ของชาวสิงคโปร์ และ 43% ของชาวเวียดนามมองว่า การเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึงได้เป็นปัญหา สำคัญอย่างมากในปี 2025 ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำ และทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องชะลอเป้าหมาย ชีวิต โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ราคาสูงและตลาดแรงงานที่ตึงตัว

ด้านการจ้างงาน ความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานยิ่งทำให้ความเปราะบางชัดขึ้น โดย 42% ของ ประชาชนในภูมิภาคระบุว่า กังวลเรื่องความมั่นคงของงานในปีที่ผ่านมา ความกังวลสูงสุดอยู่ที่สิงคโปร์ (55%) และอินโดนีเซีย (53%) ตามด้วยฟิลิปปินส์ (43%) ไทย (39%) และเวียดนาม (37%) ทั้งนี้ ความกังวลดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มงานนอกระบบ แต่ยังครอบคลุมประเด็นค่าจ้างระบบอัตโนมัติ ที่เข้ามาทดแทนแรงงาน และความมั่นคงของสัญญาจ้างด้วย ซึ่งสำหรับนายจ้างในปี 2026 “เส้นทางความ ก้าวหน้า ความมั่นคงในงาน และความมั่นคงทางจิตใจ” อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาคนเก่งไว้ ไม่แพ้เรื่องค่าตอบแทน

ขณะเดียวกัน 42% ของคนในภูมิภาคระบุว่ามีความกังวลด้านสุขภาพในระดับสูง โดยส่วนหนึ่ง มาจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น สำหรับสิงคโปร์ ตัวเลขความกังวลด้านสุขภาพสูงถึง 52% และ 51% ระบุว่าค่ารักษาพยาบาลเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ สะท้อนความคาดหวังของประชาชน ต่อระบบการดูแล รักษาที่ “เข้าถึงได้จริง” ท่ามกลางต้นทุนด้านสุขภาพที่สูงขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่

ด้านความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ผลสำรวจพบความไม่พึงพอใจต่อมาตรการช่วยเหลือในหลายประเทศ โดยชาวฟิลิปปินส์ 59% ระบุว่ามาตรการจากภาครัฐไม่ช่วยให้รับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ ตามด้วย อินโดนีเซีย (54%) ไทยและมาเลเซีย (46%) และแม้แต่สิงคโปร์เองก็มีสัดส่วนผู้ไม่พึงพอใจถึง 40% ซึ่งชี้ ให้เห็นถึงช่องว่างระหว่าง “เป้าหมายของนโยบาย” กับ “ความจริงที่ประชาชนเผชิญ” ที่กำลังกว้างขึ้น และอาจส่งผลต่อความไว้วางใจในปี 2026 นี้เช่นกัน

คนอาเซียนหันมาสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางใจ” มากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ

ในช่วงที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องทั่วภูมิภาคอาเซียน ผลการศึกษา ล่าสุดสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ผู้คนจำนวนมากเริ่มหันมาดูแลสุขภาวะทางจิตใจด้วยตัวเอง อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในปี 2025 ที่แนวโน้มนี้เติบโตชัดเจนขึ้น ไม่ใช่เพียง “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” แต่กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนระยะยาว หรือกล่าวได้ว่าเป็นการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางใจ” ในระดับปัจเจกชน

ข้อมูลระบุว่า ชาวอาเซียน 71% หรือประมาณ 7 ใน 10 คน พยายามทำความเข้าใจสุขภาพจิตของตัวเอง อย่างจริงจังในช่วงปีที่ผ่านมา โดยประเทศไทยมีระดับการตื่นตัวสูงที่สุดที่ 86% ตามด้วยฟิลิปปินส์ 82% มาเลเซีย 80% เวียดนาม 76% สิงคโปร์ 62% และอินโดนีเซีย 57%

ในอีกมุมหนึ่ง แม้มีเพียง 21% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มองว่า “สุขภาพจิต” เป็นปัญหาในระดับชาติ แต่เมื่อดูจากพฤติกรรมจริงในชีวิตประจำวัน กลับพบว่าผู้คนจำนวนมากลงมือดูแลตัวเองมากกว่านั้นอย่างมี นัยสำคัญ โดย 67% ระบุว่าได้ค้นหาข้อมูลหรือเรียนรู้เรื่องสุขภาวะทางใจผ่านแหล่งออนไลน์หรือคอร์สต่าง ๆ ช่องว่างระหว่าง “การมองว่าเป็นปัญหาระดับประเทศ” กับ “การเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล” จึงสะท้อนว่า สุขภาพใจเริ่มถูกยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตนเองแบบปกติ ไม่ต่างจากการดูแลสุขภาพกายทั่วไป

Sundip Chahal ซีอีโอของ Milieu Insight กล่าวว่า “แม้ชาวอาเซียนจะกำลังเผชิญแรงกดดันสูง แต่พวกเขาไม่ได้หยุดนิ่ง และเมื่อความช่วยเหลือจากภายนอกยังมาไม่ถึง หลายครัวเรือนจึงต้องปรับตัวด้วย ตัวเองอย่างรวดเร็ว เขาย้ำว่าในปี 2026 สุขภาพจิตกำลังกลายเป็นเรื่องกระแสหลัก และเป็น “วิธีปฏิบัติจริง” ที่ผู้คนใช้เพื่อรับมือกับวิกฤตต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าองค์กรที่เข้าใจและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ จะเป็นฝ่ายได้รับความไว้วางใจ ขณะที่องค์กรที่ปรับตัวไม่ทัน อาจเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ภูมิภาคนี้กำลังอยู่ ณ ทางแยกสำคัญ

ผลการศึกษา สะท้อนภาพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2025 ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและแรง กดดันหลายด้าน ทั้งภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของการจ้างงาน ไปจนถึงความกังวลเรื่อง สุขภาพ ซึ่งล้วนส่งผลต่อความมั่นคงของครัวเรือนในวงกว้าง ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นต่อมาตรการ แก้ปัญหาจากภาครัฐยังอยู่ในระดับจำกัด ทำให้หลายคนต้องหันมาพึ่งพาการปรับตัวของตนเองมากขึ้น

เมื่ออาเซียนก้าวเข้าสู่ปี 2026 งานวิจัยชี้ว่า “สิ่งที่ตกค้างจากปี 2025” จะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยความ ตึงเครียดทางเศรษฐกิจหรือช่องว่างด้านนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีที่ผู้คนเลือกจะอยู่ร่วมกับความ ไม่แน่นอนเหล่านี้ด้วย โดยแนวโน้มที่เห็นชัดคือ ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มหันมาสร้างความยืดหยุ่น ในชีวิตมากขึ้น และให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตใจในฐานะเครื่องมือรับมือกับความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ

ดังนั้น วิธีที่ภาครัฐ นายจ้าง และแบรนด์ต่าง ๆ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีบทบาท สำคัญต่อระดับความไว้วางใจของประชาชน และอาจเป็นหนึ่งในตัวแปรที่กำหนดความมั่นคงทางสังคม ในช่วงปีต่อ ๆ ไป