[ขาดเรซิ่น] จากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางเช่นเคย ส่งผลให้ผู้ผลิต PCB เริ่มขาดแคลนวัสดุสำคัญอย่าง “เรซิ่น” ส่งผลให้แผงวงจรดังกล่าวมีราคาพุ่งขึ้นถึง 40% จนกระทบสินค้าไอทีทั่วโลก ที่อาจแห่ขึ้นราคาช่วงปลายปีนี้
ศูนย์อุตสาหกรรมและปิโตรเคมีในเมืองจูเบล (Jubail) ประเทศซาอุดีอาระเบีย ผู้ผลิตเรซิน PPE ความบริสุทธิ์สูงถึง 70% ของโลก ได้หยุดการผลิตลงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา
สาเหตุก็มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ครั้งที่ XX) ที่ทำให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงสูงเกินไป ซ้ำร้ายยังถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านอีก ทำให้โรงงานต้องปิดการผลิตเรซิ่น PPE อย่างเลี่ยงไม่ได้
“อาจต้องใช้เวลามากกว่า 275 วัน กว่าที่ระบบขนส่งและซัพพลายเชนจะกลับสู่ภาวะปกติ” Jim Fitterling ซีอีโอของ Dow ผู้ผลิตสารเคมีและพลาสติกรายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ได้ร่วมลงทุนกับ Saudi Aramco กล่าว
สำหรับเรซิ่น PPE นั้น ถือเป็นวัสดุที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเคลือบแผงวงจร PCB ซึ่งช่วยทั้งการระบายความร้อน กับรักษาความเสถียรในการทำงาน และเพิ่มความทนทานด้วย ทำให้สมาร์ทโฟน ,โน้ตบุ๊ก , PC , อุปกรณ์เครือข่าย , และกระทั่งเซิร์ฟเวอร์ AI สามารถทำงานหนักได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง
การหาวัสดุทดแทนเรซิ่น PPE ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากมีการเปลี่ยนเรซินใหม่ ก็ต้องออกแบบแผงวงจรใหม่ ทดสอบประสิทธิภาพใหม่ และขอใบรับรองมาตรฐานใหม่ทั้งหมดตามไปด้วย ซึ่งต้องใช้เวลานานเป็นปี
จากการขาดแคลนเรซิ่น PPE นั้น ทาง Goldman Sachs เผยราคา PCB พุ่งขึ้นถึง 40% ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ขณะที่ TTM ผู้ผลิต PCB ในสหรัฐฯ เตรียมปรับราคาขึ้น 5% ถึง 25% ตามไปด้วย
Usha Haley ผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชน เผยตอนนี้ไม่มีซัพพลายเออร์รายอื่นมาอุดช่องโหว่แทนโรงงานในซาอุฯ แล้ว ทำให้ระยะเวลารอคอยสินค้า เพิ่มจาก 3 สัปดาห์ เป็น 15 สัปดาห์กัน
ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยผลิต PCB ถึง 30% ของโลกในปี 2000 แต่ปัจจุบันเหลือส่วนแบ่งเพียง 4% โดยมีจีนเป็นผู้ครองตลาดหลัก แม้บอร์ดจะถูกประกอบในหลายประเทศ แต่ทุกที่ก็ยังต้องพึ่งพาเรซินจากแหล่งเดียวกัน
ท้ายนี้ผลกระทบ PCB ขึ้นราคานั้น Mark Vena นักวิเคราะห์จาก SmartTech Research ชี้เลยว่าสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำอย่าง PC , เครื่องเล่นเกม , เราเตอร์ และสมาร์ทโฟน จะได้โดนผลกระทบหนัก ๆ ก่อนเลย และอาจได้เห็นการขึ้นราคาในช่วงปลายปีนี้ (หลังสต็อกสินค้าเก่าถูกใช้จนหมด) และหากโรงงานผลิตในซาอุฯ ยังปิดต่อไป ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ AI และอุปกรณ์ 5G ระดับ Hi-End ก็จะได้รับผลกระทบหนักเป็นคิวต่อไปด้วยครับ
ที่มา : Techspot








