ล้ำไปอีก AI ในเกมของ Sony เอาชนะผู้เล่นมือโปรได้

Sony ไดัพัฒนาโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่ก้าวล้ำเพื่อใช้สำหรับการแข่งขันรถในเกม Gran Turismo บน Playstation มาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าวมีชื่อว่า Gran Turismo Sophy ซึ่งสามารถเอาชนะผู้เล่น Pro Player ได้ในเดือนตุลาคมปี 2017
.
Chris Gerdes ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่เชี่ยวชาญด้านระบบขับขี่อัตโนมัติให้ข้อมูลว่า “การเอาชนะคนขับในเกมที่มีประสบการณ์การเล่นชำนาญในการแข่งขันแบบตัวต่อตัวถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของ AI การวิจัยนี้อาจส่งผลต่อการพัฒนารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองในวันหนึ่ง และความสำเร็จของ GT Sophy ในสนามแข่งแสดงให้เห็นว่าสักวันหนึ่งโครงข่ายประสาทเทียมอาจมีบทบาทในซอฟต์แวร์ของยานยนต์อัตโนมัติมากกว่าในทุกวันนี้
.
การใช้วิดีโอเกมเพื่อพัฒนาและฝึกอบรมระบบ AI กำลังกลายเป็นกลยุทธ์การวิจัยที่ได้รับความินยมสำหรับห้องปฏิบัติการของ AI ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เกมหมากรุก Go และเกมไพ่อย่าง Texas Hold ’em รวมถึงเกมกลยุทธ์ที่ซับซ้อนอย่าง Starcraft และ Dota ถูกนำมาใช้ฝึก AI ซึ่งมันช่วยให้ AI คิดและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง และช่วยให้ AI สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยให้มันลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ
.
Gran Turismo Sophy นั้นก็ไม่ต่างกัน AI ถูกฝึกให้เล่นเกม GT ซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน ซึ่งมันจะใช้เวลาพอสมควรในการคำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด ในเกมแข่งรถ Sophy ต้องใช้การตัดสินใจอย่างต่อเนื่องในขณะที่ ต้องตอบสนองต่อแนวทางปฏิบัติตามข้อจำกัดที่ Sony วางไว้เพื่อให้เรียนรู้กฏจราจรในชีวิตจริง ซึ่ง Sophy ก็ทำได้ดีเลยทีเดียว
.
Sony กล่าวว่ามีแผนที่จะรวม Gran Turismo Sophy เข้ากับ Gran Turismo 7 ที่กำลังจะวางจำหน่ายในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือฝึกฝนสำหรับผู้เล่นเช่นเดียวกับเกมหมากรุก Go และเกมอื่น ๆ โดย AI ได้แสดงให้เห็นว่ามีผลต่อผู้เล่นในการหากลยุทธ์ใหม่ ๆ ที่มนุษย์ยังไม่เคยค้นพบมาก่อน ซึ่งจะผลักดันให้ผู้เล่นก้าวขีดจำกัดได้มากขึ้นครับ
.
นี่คงเป็นข่าวดีหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีกับ AI มากขึ้นนะ หลังจากที่ผ่านมา บริษัท Big Tech ต่าง ๆ รวมทั้งสื่อหลายแห่งก็ค่อนข้างที่จะชี้ว่า AI เป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์ชาติครับ
.
ที่มาข้อมูล
https://www.protocol.com/bulletins/sony-ai-gran-turismo-sophy?utm_campaign=RebelMouse&share_id=6905572&utm_medium=social&utm_source=twitter&utm_content=Protocol

Facebook Comments