มหิดลทำสำเร็จ Fibroblast ย้อนวัยด้วยเซลล์ตัวเอง หน้าเด็กไม่พึ่งฟิลเลอร์

Fibroblast

ในยุคที่ความงามและสุขภาพเดินหน้าควบคู่กันไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ความปรารถนาที่จะคงความอ่อนเยาว์ให้ยาวนานที่สุดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกอีกต่อไป แต่ยังหมายถึงคุณภาพชีวิตและความมั่นใจ

ล่าสุดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ประสบความสำเร็จในการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้เซลล์ผิวหนังของตนเอง หรือที่เรียกว่า Autologous Fibroblast มาใช้ในการรักษาร่องลึกและฟื้นฟูสภาพผิว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนผ่านจากยุคของการเติมแต่ง ด้วยสารแปลกปลอม สู่ยุคของการฟื้นฟู ด้วยกลไกธรรมชาติของร่างกายอย่างแท้จริง

1. จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจ เมื่อความปลอดภัยต้องมาพร้อมกับความยั่งยืน

โครงการวิจัยและพัฒนานี้อยู่ภายใต้การนำของ ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา (ผิวหนัง) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งได้ริเริ่มแนวคิดนี้จากการตั้งคำถามสำคัญถึงทิศทางของเวชศาสตร์ความงามในอนาคต

Fibroblast

ศ.ดร.พญ.รังสิมา เล่าถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังว่า เริ่มต้นจากการได้เห็นต้นแบบแนวคิดจากอาจารย์สุรเดช หงส์อิง ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเรื่องเซลล์บำบัด ประกอบกับความกังวลในฐานะแพทย์ผิวหนังที่เห็นข่าวผลข้างเคียงจากการฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการฉีดผิดตำแหน่งจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เนื้อตาย หรือแม้กระทั่งตาบอด ข่าวเหล่านี้จุดประกายให้ทีมวิจัยตั้งเป้าหมายว่า “ความสวยต้องไม่เสี่ยง” และทำอย่างไรให้เราสามารถฟื้นฟูอวัยวะของเราให้ทำงานดีขึ้นได้ด้วยตัวเอง

แทนที่จะมองหาวัสดุสังเคราะห์ใหม่ๆ ทีมวิจัยกลับมองย้อนกลับมาที่ร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุด แนวคิดเรื่อง Precision Medicine หรือการรักษาแบบจำเพาะบุคคลจึงถูกนำมาใช้ โดยมีเป้าหมายคือการนำเซลล์ของคนไข้เองมาสอน ให้เก่งขึ้น แล้วส่งกลับไปซ่อมแซมร่างกาย เพื่อให้ผิวพรรณสามารถคงคุณภาพความอ่อนเยาว์ได้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาสารแปลกปลอมซ้ำๆ ตลอดชีวิต

2. กระบวนการรักษา ส่งเซลล์ไป เข้าโรงเรียนเพื่อกลับมาเป็นครูให้ผิวหนัง
หัวใจหลักของเทคโนโลยีนี้คือการใช้ Autologous Cultured Fibroblast หรือเซลล์ไฟโบรบลาสต์ของผู้ป่วยเอง กระบวนการรักษาเริ่มต้นด้วยขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนแต่ปลอดภัยทั้ง

– การเก็บเซลล์ต้นกำเนิด โดยแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อขนาดเล็ก จากบริเวณหลังใบหูของผู้ป่วย ซึ่งเป็นบริเวณที่เซลล์ผิวหนังมักไม่ถูกทำลายจากแสงแดดและยังมีความแข็งแรง

– การเพาะเลี้ยงและสอนเซลล์ ชิ้นเนื้อที่ได้จะถูกส่งเข้าห้องปฏิบัติการ เพื่อคัดแยกเฉพาะเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่หลักในการผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน ขั้นตอนนี้เปรียบเสมือนการส่งเซลล์ไป “เข้าโรงเรียน” (Cell Education) นักวิทยาศาสตร์จะทำการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนและกระตุ้นให้เซลล์เหล่านี้มีความแข็งแรง กระฉับกระเฉง และมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น เหมือนการเปลี่ยนเซลล์ที่โรยราให้กลับมาเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณไม่กี่สัปดาห์

– การฉีดกลับคืนสู่ผิว เมื่อได้เซลล์ที่มีคุณภาพและปริมาณที่ต้องการ แพทย์จะนัดหมายผู้ป่วยมาฉีดเซลล์กลับเข้าไปในบริเวณที่มีปัญหา เช่น ร่องแก้ม โดยฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์

ความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ทีมวิจัยค้นพบคือ เซลล์ที่ฉีดเข้าไปไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ถมพื้นที่ว่างเหมือนฟิลเลอร์ แต่พวกมันทำหน้าที่เป็นครูหรือหัวหน้าทีม ที่เข้าไปสื่อสารกับเซลล์เจ้าถิ่นเดิมที่อ่อนแอ โดยส่งสัญญาณกระตุ้นให้เซลล์รอบข้างตื่นตัว กลับมาสร้างคอลลาเจน สร้างกรดไฮยาลูโรนิค และซ่อมแซมตัวเองอีกครั้ง รวมถึงยังสามารถสื่อสารข้ามสายงานไปยังเซลล์สร้างเม็ดสีให้ทำงานสมดุลขึ้น ทำให้ผิวหน้าไม่เพียงแต่เต่งตึงขึ้น แต่ยังมีคุณภาพผิวโดยรวมที่ดีขึ้นด้วย

3.แล้วระหว่าง Fibroblast กับ Filler (HA) ใครคือคำตอบ?
จากการศึกษาเปรียบเทียบในอาสาสมัครหญิงไทยจำนวน 60 คน ที่มีปัญหาร่องแก้มลึก โดยแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็นกลุ่มที่ฉีดฟิลเลอร์ (HA) และกลุ่มที่ฉีด Fibroblast ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนความแตกต่างที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของคนไข้

– ฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid)
ข้อดี: เห็นผลทันทีหลังทำ ร่องแก้มตื้นขึ้นอย่างชัดเจนในเดือนแรก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เร่งด่วน
ข้อสังเกต: เป็นสารสังเคราะห์ที่ร่างกายจะค่อยๆ สลายออกไป ทำให้ผลลัพธ์ลดลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ต้องกลับมาฉีดซ้ำบ่อยๆ ทุก 6-12 เดือน นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องการแพ้ หรือการฉีดอุดตันเส้นเลือด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย หากแพทย์ไม่เชี่ยวชาญ

Fibroblast (เซลล์ตนเอง)
ข้อดี: แม้จะไม่เห็นผลปุบปับทันที แต่กราฟการรักษาแสดงให้เห็นว่ายิ่งนานยิ่งดี ผลการศึกษาพบว่าหลังจากฉีดครบคอร์ส ปริมาตรของร่องแก้มจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในระยะ 6 ถึง 12 เดือน ซึ่งต่างจากฟิลเลอร์ที่กราฟจะตกลง ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มีความพึงพอใจสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป เพราะรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็งหรือแปลกตา และที่สำคัญคือความปลอดภัยสูงสุดเพราะเป็นเซลล์ของตัวเอง จึงไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน และความเสี่ยงต่อการอุดตันเส้นเลือดน้อยมาก

ข้อสังเกต: อาจต้องใช้เวลารอกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์ และช่วงแรกอาจเห็นผลช้ากว่าฟิลเลอร์ รวมถึงอาจมีความรู้สึกเจ็บขณะฉีดมากกว่าเล็กน้อยเนื่องจากความหนืดของสารละลายเซลล์

บทสรุปจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า Fibroblast คือคำตอบสำหรับผู้ที่มองหาความงามที่ยั่งยืนและปลอดภัยในระยะยาว เป็นการลงทุนกับสุขภาพผิวที่แท้จริง ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

4. ยกระดับการแพทย์ไทยด้วยเทคโนโลยี VR: ฝึกฝนให้แม่นยำ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
นอกเหนือจากนวัตกรรมการรักษา ศ.ดร.พญ.รังสิมา และทีมศิริราช ยังเล็งเห็นถึงปัญหาสำคัญในวงการแพทย์ความงาม นั่นคือทักษะและความแม่นยำของแพทย์ การฉีดสารเติมเต็มหรือเซลล์เข้าไปบนใบหน้าที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทซับซ้อน จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญสูง ข่าวความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นเครื่องเตือนใจว่าระบบการเรียนการสอนแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ

ศิริราชจึงได้ร่วมมือกับพันธมิตร พัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) และ 3D Simulation เข้ามาช่วยโดย

– เปลี่ยนอาจารย์ใหญ่เป็นภาพเสมือน แทนที่จะต้องฝึกหัตถการความงามกับร่างอาจารย์ใหญ่ (ซึ่งควรสงวนไว้สำหรับการฝึกผ่าตัดช่วยชีวิต) แพทย์สามารถสวมแว่น VR เพื่อมองเห็นโครงสร้างทางกายวิภาคของใบหน้าแบบ 3D ทะลุปรุโปร่ง เห็นตำแหน่งของกล้ามเนื้อ เส้นเลือด และเส้นประสาทอย่างชัดเจน

หุ่นจำลองอัจฉริยะ โดยเมื่อแพทย์ฝึกหัดจิ้มเข็มลงไป ระบบเซนเซอร์จะประมวลผลทันทีว่าฉีดถูกตำแหน่งหรือไม่,ลึกเกินไปไหม หรือโดนเส้นเลือดหรือเปล่า โดยแสดงผลออกมาในรูปแบบคล้ายเกม ที่มีการให้คะแนนและประเมินผลแบบ Real-time

– สถานการณ์จำลองที่หลากหลาย Ffpระบบสามารถจำลองโจทย์คนไข้ที่แตกต่างกันได้ เช่น ผู้หญิงอายุน้อย ผู้ชายสูงอายุ หรือคนที่มีรูปหน้าแบบต่างๆ ให้แพทย์ได้ฝึกวิเคราะห์และวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำก่อนลงมือทำจริง ในอนาคต อาจารย์ยังแง้มว่า ผู้รับบริการ สามารถสแกนหน้าตัวเองเพื่อให้แพทย์ดูโครงสร้างหน้าก่อนฉีดจริงได้เช่้นกัน

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงในการรักษาคนไข้จริง แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานแพทย์ไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล สร้างความมั่นใจให้กับผู้รับบริการว่า ทุกเข็มที่ฉีดผ่านการฝึกฝนมาอย่างแม่นยำที่สุด

ความสำเร็จของมหิดลในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ชัยชนะทางวิชาการ หรือการค้นพบวิธีลบริ้วรอยใหม่ แต่เป็นการปักหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในเวทีการแพทย์โลก การพัฒนาการฉีด Autologous Fibroblast พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถย้อนวัยผิวได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนด้วยทรัพยากรในร่างกายเราเอง

ในขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยี VR มาใช้ในการเรียนการสอน ก็เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของศิริราชที่ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้มั่นใจว่าคนไข้ทุกคนจะได้รับการรักษาที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด และเหนือสิ่งอื่นใด เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสวยงาม แต่ยังถูกต่อยอดไปสู่การรักษาโรคทางผิวหนังอื่นๆ เช่น ปานแดง ปานดำ เพื่อคืนคุณภาพชีวิตและความมั่นใจให้กับผู้คนในสังคม

นี่คือบทพิสูจน์ว่าความงามกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อผสานกันอย่างลงตัว สามารถสร้างปาฏิหาริย์ที่จับต้องได้ และมหิดลได้ทำให้เห็นแล้วว่า คนไทยทำได้ และทำได้สำเร็จอย่างงดงาม

ที่มา
Excutive Interview ที่ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัย มหิดล