เมื่อ AI กลายเป็นข้ออ้างยอดฮิต ของการปลดพนักงาน

AI

ในยุคที่ทุกบริษัทอยากตะโกนว่าตัวเองคือ AI-First ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีอัจฉริยะนี้จะไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยเขียนโค้ดหรือสร้างรูปภาพอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายเป็นข้อแก้ตัวชั้นดี ของเหล่าผู้บริหารในการสั่งปลดพนักงานจำนวนมหาศาล

คำว่า AI-washing กำลังถูกใช้เรียกบริษัทที่อ้างว่าเลิกจ้างพนักงานเพราะจะเปลี่ยนไปใช้ AI ทั้งที่ในความเป็นจริง AI เหล่านั้นยังอยู่ในขั้นทดลอง หรือยังทำงานแทนคนไม่ได้จริงด้วยซ้ำ

ตัวเลขที่น่าตกใจคือ ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีการวางแผนเลิกจ้างพนักงานกว่า 50,000 ตำแหน่ง โดยอ้างว่า AI มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งพุ่งสูงขึ้นเคียงคู่ไปกับเหตุผลดั้งเดิมอย่างการลดต้นทุนและการปรับโครงสร้างองค์กร

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ
– Amazon ปลดพนักงานไปแล้วกว่า 30,000 ตำแหน่ง พร้อมส่งสัญญาณว่าจะใช้ Generative AI และ Software Agents เข้ามาแทนที่งานสาย White-collar
– Pinterest & HP ประกาศลดคนเพื่อโยกงบประมาณไปลงกับตำแหน่งงานด้าน AI โดยเฉพาะ

แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือ นักวิเคราะห์มองว่า AI เป็นเพียงฉลากแปะหน้า เพื่อปกปิดการตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาด (เช่น การจ้างคนเกินจำเป็นช่วงแพนเดมิก) เพื่อให้พอร์ตหุ้นดูทันสมัยในสายตานักลงทุน

ส่วนตัวมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายครับ แต่มันอาจจะเป็นการฉวยโอกาสครั้งใหญ่ของโลกทุนนิยมหรือเปล่า..

“การบอกว่าเราไล่คนออกเพราะธุรกิจขาดทุน มันดูไม่เท่เท่าการบอกว่าเรากำลังจะก้าวสู่ยุค AI”

บริษัทเหล่านี้กำลังใช้ AI เป็น โล่กำบังความผิดพลาด ของตัวเอง.. โดยการจ้างงานที่ล้นเกินในช่วงปีที่ผ่านๆ มากลายเป็นภาระ เมื่อต้องลดค่าใช้จ่าย การอ้าง AI ทำให้ภาพลักษณ์ดูเป็นบริษัทแห่งอนาคต แทนที่จะเป็นบริษัทที่กำลังถดถอย

ความเสี่ยงที่น่ากังวลคือ หากบริษัทปลดพนักงานเร็วเกินไปโดยที่ AI ยังทำงานไม่ได้จริงตามที่คุยไว้ ประสิทธิภาพการทำงานจะดิ่งเหวทันที เพราะสุดท้ายแล้ว AI ในปัจจุบันยังเป็นแค่ ผู้ช่วยไม่ใช่ตัวแทนของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ครับ

ที่มา