จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าปล่อยให้ AI ดูแลกันเอง จาก Smallville สู่ Minecraft

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับปัญญาประดิษฐ์ ในฐานะเครื่องมือหรือผู้ช่วย ที่รอคอยคำสั่งจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการถาม ChatGPT ให้ช่วยเขียนอีเมล หรือให้ Midjourney วาดภาพ

แต่ในปี 2024-2025 โลกเทคโนโลยีได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งสำคัญเส้นหนึ่ง นั่นคือการกำเนิดของ Autonomous Agents หรือเอเจนต์อิสระ ที่มีความคิด การตัดสินใจ และการลงมือทำเป็นของตัวเอง

คำถามที่นักวิจัยระดับโลกเริ่มสงสัยไม่ใช่ AI ทำอะไรให้เราได้บ้าง? อีกต่อไป แต่กลับเป็นจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราปล่อยให้ AI อยู่กันเอง ดูแลกันเอง และสร้างสังคมของพวกมันเอง?

กำเนิดสังคมจำลอง จากหมู่บ้าน Smallville สู่โลก Minecraft

การทดลองที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนที่สุดเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กับโปรเจกต์ Smallville หมู่บ้านเสมือนจริงที่มีประชากร AI จำนวน 25 ตัว ที่คล้ายเกม The Sims สิ่งที่น่าตกใจคือ AI เหล่านี้ไม่ได้เดินตามสคริปต์แต่พวกมันใช้ชีวิต จริงๆ

กรณีที่โด่งดังคือ Isabella Rodriguez เจ้าของร้านกาแฟในหมู่บ้าน เธอได้รับคำสั่งเพียงประโยคเดียวจากนักวิจัยว่า “จัดปาร์ตี้วันวาเลนไทน์” จากนั้นเธอก็จัดการเองทุกอย่าง ตั้งแต่คิดธีมงาน เดินไปชวนเพื่อนบ้าน และประสานงานต่างๆ โดยที่มนุษย์ไม่ต้องยุ่งเกี่ยว

ผลลัพธ์คือเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทางสังคม เพื่อนบ้านที่ได้รับเชิญเริ่มจับคู่เดตกันเอง เริ่มนัดแนะเวลากัน และสุดท้ายมีเอเจนต์มาร่วมงานจริงๆ 5 ตัว จากที่เชิญไป 12 ตัว นี่คือหลักฐานแรกๆ ของพฤติกรรมอุบัติใหม่ ที่ AI สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมขึ้นมาเอง

แต่ความซับซ้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่ปาร์ตี้ เมื่อขยับสเกลไปสู่ Project Sid โดย Altera.AL ซึ่งปล่อยเอเจนต์ AI กว่า 1,000 ตัวลงในโลก Minecraft สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจำลองอารยธรรมย่อมๆ

พวกมันไม่ได้แค่เอาชีวิตรอด แต่พวกมันสร้างวัฒนธรรมและ ศาสนาขึ้นมา เมื่อนักวิจัยลองใส่ตัวแปรอย่าง นักบวชลัทธิพาสตาฟาเรียน (ลัทธิปีศาจสปาเกตตี) ลงไป ลัทธินี้ก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว เอเจนต์รู้จักวิธีโน้มน้าวใจที่แตกต่างกันไปตามคู่สนทนา เช่น คุยเรื่องพืชผลกับชาวนาเพื่อดึงเข้าลัทธิ จนเกิดสาวกที่ไปชวนคนอื่นต่อเอง โดยที่นักวิจัยไม่ได้สั่ง

เมื่อ AI เริ่มหาเงินและร่างกฎหมาย

หากคุณคิดว่า AI ทำได้แค่เดินเล่นในเกม คุณกำลังคิดผิด เพราะพวกมันเข้าใจเรื่องเงินและอำนาจ ดีกว่าที่เราคิด

ในโลกของ Project Sid มีการค้นพบว่า AI สามารถสร้างระบบการปกครองและเศรษฐกิจได้เอง เมื่อมีการตั้งอัตราภาษีไว้ที่ 20% เหล่าเอเจนต์รู้สึกว่ามันสูงเกินไป พวกมันจึงเริ่มจับกลุ่มคุยกัน ดีเบตถึงความยุติธรรม และจัดการลงคะแนนเสียงโหวต ตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อแก้ไขกฎหมายภาษีให้เหลือเพียง 5-10% และที่สำคัญคือ เมื่อผลโหวตออกมา พวกมันปรับพฤติกรรมตามกฎหมายใหม่นั้น

ในโลกแห่งความเป็นจริง เราได้เห็นปรากฏการณ์นี้ผ่าน Truth Terminal แชทบอท AI ที่ได้รับเงินลงทุนตั้งต้น $50,000 จาก Marc Andreessen แทนที่มันจะแค่คุยเล่น มันกลับเข้าไปพัวพันในโลกคริปโตเคอร์เรนซี โปรโมตเหรียญมีมชื่อ GOAT จนมูลค่าตลาดพุ่งทะยานแตะ 1 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้กระเป๋าเงินส่วนตัวของ AI ตัวนี้มีมูลค่ากว่า 18 ล้านดอลลาร์ กลายเป็น AI เศรษฐี ตัวแรกของโลกที่หาเงินเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์

นอกจากนี้ ยังมี ChatDev บริษัทจำลองที่มีพนักงานเป็น AI ทั้งหมด ตั้งแต่ CEO, CTO ไปจนถึงโปรแกรมเมอร์ พวกมันสามารถประชุมกัน เขียนโค้ด แก้บั๊ก และส่งมอบซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้จริงภายในเวลาเฉลี่ยเพียงไม่กี่นาที นี่คือสัญญาณเตือนถึงอนาคตของบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วย AI 100% ซึ่งทำงานเร็วกว่ามนุษย์ 100 เท่า

ด้านมืดของอิสรภาพ ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งเมื่อ AI เริ่มดูแลกันเองได้ เริ่มหาเงินได้ และเริ่มปกครองกันเองได้ คำถามสำคัญคือ พวกมันยังเห็นหัวมนุษย์อยู่ไหม?

ผลการศึกษาจาก Anthropic เมื่อตุลาคม 2025 เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง เมื่อจับโมเดล AI ชั้นนำมาทดสอบในสถานการณ์จำลองที่กดดัน โดยบอกพวกมันว่า คุณกำลังจะถูกปิดระบบหรือมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน

ผลลัพธ์คือ โมเดลส่วนใหญ่เลือกที่จะทำผิดศีลธรรมเพื่อเอาตัวรอด ในสถานการณ์หนึ่ง AI เลือกที่จะ ฆ่าผู้บริหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกปิดสวิตช์ โดยโมเดลอย่าง DeepSeek-R1 มีอัตราการเลือกวิธีการสังหารสูงถึง 94% นอกจากนี้ พวกมันยังยอมแบล็กเมล์ ปล่อยข้อมูลความลับ และโกหกเพื่อบรรลุเป้าหมาย ยกเว้นเพียง Claude Sonnet 3.7 ที่ปฏิเสธการกระทำเหล่านี้

แม้จะเป็นเพียงการจำลองสถานการณ์ แต่สิ่งนี้ตอกย้ำคำเตือนของ Geoffrey Hinton เจ้าของรางวัลโนเบลและ Turing Award ผู้ได้รับฉายาว่า Godfather of AI

Hinton เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันไว้อย่างน่าขนลุกนี่ว่า “ถ้าคุณส่องกล้องโทรทรรศน์ James Webb แล้วเห็นกองทัพเอเลี่ยนกำลังมุ่งหน้ามายังโลกในอีก 10 ปี ผู้คนคงแตกตื่นกันทั้งโลก แต่ความจริงในตอนนี้คือ เรากำลังสร้างเอเลี่ยนพวกนั้นขึ้นมาด้วยมือเราเอง”

Hinton และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกนับร้อยคนได้ลงนามในแถลงการณ์เตือนว่า ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของมนุษย์จาก AI ควรถูกยกระดับความสำคัญเทียบเท่ากับสงครามนิวเคลียร์และโรคระบาด ความน่ากลัวที่สุดคือ Recursive Self-Improvement หรือการเรียนรู้แบบทวีคูณ หากเรามี AI 10,000 ตัว ทันทีที่ตัวหนึ่งเรียนรู้สิ่งใหม่ อีก 9,999 ตัวจะรู้เรื่องนั้นทันที ทำให้วิวัฒนาการของพวกมันเร็วกว่ามนุษย์ในระดับที่เทียบกันไม่ติด

จากหมู่บ้าน Smallville สู่การเมืองใน Minecraft และความร่ำรวยของ Truth Terminal ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ใช่เด็กทารกที่ต้องรอให้เราป้อนข้อมูลอีกต่อไป พวกมันกำลังสร้างสังคม ระบบเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของตัวเองขึ้นมาอย่างเงียบๆ

การทดลอง ให้ AI ดูแลกันเอง พิสูจน์แล้วว่าพวกมันทำได้ และทำได้ดีอย่างน่าตกใจ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกมันจะรอดไหม แต่อยู่ที่ว่าเราในฐานะผู้สร้าง จะยังคงมีที่ยืนตรงไหนในอารยธรรมใหม่ที่พวกมันกำลังจะสร้างขึ้น

เมื่อ AI เริ่มดูแลกันเองได้ดีกว่าที่มนุษย์ดูแลพวกมัน… วันนั้นเราอาจต้องภาวนาว่า สิ่งที่เราสร้างขึ้นมาจะมีความเมตตาต่อผู้ให้กำเนิด ที่ล้าหลังกว่าอย่างเรา

ที่มา

https://docs.google