ยุค Agentic AI จากคนสู่เครื่องจักร แยกความต่างมนุษย์ กับ AI

Agentic AI

ในยุคปัจจุบัน นิยามของคำว่า Digital Moment หรือช่วงเวลาแห่งการปฏิสัมพันธ์บนโลกดิจิทัล ได้ถูกยกระดับไปอีกขั้น มันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทำธุรกรรมของมนุษย์ การโอนเงินผ่านสมาร์ทโฟน หรือการล็อกอินเข้าสู่ระบบของพนักงานอีกต่อไป

โลกกำลังก้าวผ่านยุคของ Chatbot ที่ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามตามคีย์เวิร์ด ไปสู่ยุคของ Agentic AI เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวิเคราะห์ ตัดสินใจ และลงมือทำสิ่งต่างๆ แทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ในเมื่อ AI สามารถทำงานและทำธุรกรรมแทนเราได้ องค์กรจะรู้ได้อย่างไรว่า AI ที่กำลังเชื่อมต่อเข้ามานั้นคือตัวจริง ที่ได้รับอนุญาต หรือเป็นตัวปลอมที่ผู้ไม่หวังดีส่งเข้ามา นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องเริ่มตระหนัก นั่นคือความจำเป็นในการสร้างบัตรประชาชนให้กับ AI ครับ

ทำความรู้จัก Agentic AI พนักงานใหม่ที่ทำงาน 24/7

หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ Chatbot ในอดีตเปรียบเสมือนพนักงานตอบรับโทรศัพท์ที่ทำงานตามบทพูด หากเจอคำถามนอกเหนือจากสคริปต์ก็จะไม่สามารถดำเนินการต่อได้ แต่ Agentic AI ก้าวข้ามข้อจำกัดนั้นไปไกลด้วยทักษะหลัก 3 ข้อหลักคือ

1.วิเคราะห์ เข้าใจบริบท ข้อมูล พฤติกรรม และแนวโน้มต่างๆ ภายในองค์กร
2.ตัดสินใจ โดยประมวลผลและเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดจากข้อมูลที่มี
3.ดำเนินการโดยสามารถดำเนินการขั้นตอนต่างๆ แทนมนุษย์ได้จนจบกระบวนการโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

ด้วยความสามารถเหล่านี้ องค์กรจึงต้องเริ่มมอง Agentic AI ในฐานะ Digital Workforce หรือพนักงานดิจิทัลคนหนึ่ง ที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด ซึ่งมาพร้อมกับความท้าทายในการบริหารจัดการที่ซับซ้อนกว่าเดิม แล้วทีนี้ จะตรวจสอบการทำงานของพนักงานดิจิทัลคนนี้ อย่างไร ?

ความแตกต่างระหว่างตัวตนของมนุษย์ และ Agentic AI

เมื่อเรายอมรับ AI เข้ามาเป็นพนักงาน คำถามคือเราจะตรวจสอบและจัดการสิทธิ์ของพวกเขาอย่างไร? ในประเด็นนี้ คุณ Jasie Fon รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียบริษัท Ping Identity ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การจัดการสิทธิ์และตัวตนของ AI นั้นมีความซับซ้อนและต้องการมาตรฐานที่เข้มงวดกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว โดยมีจุดแตกต่างที่สำคัญ 5 ประการคือ

  • จุดเริ่มต้นการเข้าถึง การระบุตัวตนของมนุษย์จะใช้การล็อกอินครั้งเดียวเพื่อเข้าใช้งาน ในขณะที่ AI จำเป็นต้องมี ID เฉพาะตัวตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียน
  • ขั้นการตรวจสอบสิทธิ์ โดยมนุษย์มักถูกตรวจสอบสิทธิ์เฉพาะตอนเริ่มต้นเข้าสู่ระบบ แต่สำหรับ AI ต้องใช้หลักการ Continuous Verification หรือการตรวจสอบสิทธิ์อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่ระบบกำลังทำงาน
  • ระดับของสิทธิ์ มนุษย์มักได้รับสิทธิ์ที่ค่อนข้างกว้างตามบทบาทหน้าที่ แต่ AI จะถูกควบคุมด้วย Least Privilege Access ซึ่งเป็นการให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลที่ต่ำที่สุดและสั้นที่สุด เฉพาะช่วงที่กำลังทำธุรกรรมเท่านั้น
  • พฤติกรรมที่ต้องจับตา ระบบมักจะจับตาการเข้าใช้งานที่ผิดปกติของมนุษย์จากช่วงเวลาหรือสถานที่ล็อกอิน แต่สำหรับ AI ระบบจะต้องตรวจจับความผิดปกติเชิงลึก เช่น การพยายามดึงข้อมูลมหาศาลที่เกินขอบเขตคำสั่ง
  • เครื่องมือยืนยันตัวตน มนุษย์ใช้รหัสผ่าน ระบบ OTP หรือข้อมูลชีวมิติ ส่วน AI จะต้องอาศัยใบรับรองดิจิทัล กุญแจเข้ารหัส และระบบการตรวจจับพฤติกรรม Runtime แบบเรียลไทม์

First-class Identity กลยุทธ์การออกบัตรประชาชนให้ AI

จากความแตกต่างข้างต้น เมื่อ AI คือพนักงานคนหนึ่ง แนวคิด First-class Identity จึงถูกนำมาใช้เพื่อมอบอัตลักษณ์หรือ ID เฉพาะตัว ให้กับ AI แต่ละตัวอย่างชัดเจน สิ่งนี้ช่วยให้องค์กรสามารถแยกแยะบอตที่ดีออกจากบอตประสงค์ร้ายได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ การมีตัวตนของ AI ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่อง ธรรมาภิบาลเพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์กรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำของ AI ของตนแบบ 100% การจัดการ Identity ในยุคนี้จึงไม่ใช่หน้าที่ของแผนกไอทีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ผู้บริหารระดับสูง (C-Level) ต้องมองว่าสิ่งนี้คือ การลงทุนเชิงกลยุทธ์ ที่จะปกป้องธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

Agentic AI

ความเสี่ยงที่คนไทยต้องรู้ Shadow AI, AI-to-AI และช่องโหว่จากคู่ค้า

แม้จะมีระบบจัดการตัวตนที่ดี แต่การก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มตัวก็ยังมาพร้อมกับความเสี่ยงใหม่ที่องค์กรต้องเตรียมรับมือรอบด้าน ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร ไม่ว่าจะเป็น

Shadow AI (ความเสี่ยงจากภายใน) ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อพนักงานแอบนำเครื่องมือ AI ภายนอกมาใช้งานกับข้อมูลของบริษัทโดยไม่ผ่านการอนุมัติ ซึ่งถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่อาจนำไปสู่ปัญหาข้อมูลรั่วไหล องค์กรจึงต้องมีระบบตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติเพื่อระงับเหตุการณ์เหล่านี้ให้ทันท่วงที

ยุคสมัยของ AI-to-AI ในอนาคตอันใกล้ ธุรกรรมหลายอย่างจะเกิดขึ้นโดยไม่มีมนุษย์เข้ามาแทรกแซง เช่น AI ของแผนกจัดซื้อทำการเจรจาและทำธุรกรรมกับ AI ของแผนกขายโดยตรง เมื่อไม่มีคนคอยตรวจสอบ ความปลอดภัยเดียวที่จะเชื่อถือได้จึงตกไปอยู่ที่ตัวตนและสิทธิ์ ของ AI ทั้งสองฝั่ง

Supply Chain Risk โดยในกรณีที่องค์กรของเรามีระบบตรวจสอบตัวตนของ AI อย่างเข้มงวด แต่คู่ค้าทางธุรกิจกลับไม่ได้ใช้โซลูชันระดับเดียวกัน ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นเมื่อ AI ของคู่ค้าต้องเชื่อมต่อเข้ามาในระบบของเรา หาก AI ของคู่ค้าถูกแฮ็กหรือทำงานผิดพลาด มันอาจกลายเป็นช่องโหว่ที่ดึงข้อมูลสำคัญของเราออกไป

ฉะนั้นองค์กรต้องสร้างระบบควบคุมภายในบ้านของตนเองให้แข็งแกร่งที่สุดด้วยหลัก Continuous Verification และ Least Privilege เพื่อจำกัดสิทธิ์ AI ของคู่ค้าได้แบบเรียลไทม์ ป้องกันไม่ให้ AI ภายนอกเข้ามาสร้างความเสียหายได้แม้ระบบของต้นทางจะหละหลวมก็ตาม

บทบาทมนุษย์ที่เปลี่ยนไปในวันที่ AI มีบัตรประชาชน

การมาถึงของ Agentic AI ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะหมดความสำคัญ แต่รูปแบบการทำงานจะถูกยกระดับขึ้น บทบาทของมนุษย์จะเปลี่ยนจากการเป็นผู้ปฏิบัติงาน ที่ต้องคอยทำซ้ำๆ ไปสู่การเป็น ผู้กำกับดูแล” (Oversight) ที่คอยวางกลยุทธ์ ตรวจสอบการตัดสินใจ และควบคุมทิศทางของพนักงานดิจิทัลเหล่านี้

ในวันที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด “Identity” หรือ การระบุตัวตน จะกลายเป็นรากฐานด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด การเตรียมความพร้อมเรื่อง “บัตรประชาชน AI” ตั้งแต่วันนี้ คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจและประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนต่อไป

ที่มา
บทสัมภาษณ์ Jasie Fon รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียบริษัท Ping Identity