ข้ามขีดจำกัด SMB ไทยยุคใหม่ ใช้ AI เป็นอาวุธลับ

[เฝ้า 24 ชม.] ทุกวันนี้เทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและการทำงานของเราอย่างมหาศาล แต่ในมุมของการทำธุรกิจ หลายคนอาจยังติดภาพจำว่าเทคโนโลยีสุดล้ำเหล่านี้เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทุนหนาเท่านั้น หารู้ไหมว่าปัจจุบันกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางหรือ SMB ในไทยกำลังตื่นตัวและนำ AI มาใช้เป็นอาวุธลับในการเติบโตกันแล้ว

ล่าสุดทาง Techhub ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับทางทีมผู้บริหาร Salesforce และยังได้ข้อมูลเจาะลึกเคสการใช้งานจริงจาก K.W. Metal Work ธุรกิจการเกษตรที่เอา AI มาช่วยขายของและถึงขนาดให้ AI ช่วยคำปรึกษาลูกค้าตอนตี 4 เลย ซึ่งจะเป็นอย่างไร แล้วอะไรทำให้ SMB ถึงตื่นตัวเรื่อง AI ลองมาดูบทความนี้กันครับ

จากรายงาน Small & Medium Business Trends ฉบับล่าสุดของทาง Salesforce ที่มีการสำรวจผู้นำธุรกิจ SME ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยได้เผยข้อมูลที่น่าสนใจมากว่า 70% ของธุรกิจ SMB ในไทย ได้นำ AI มาใช้งานแล้วหรือกำลังอยู่ในช่วงทดลองใช้ และที่ว้าวไปกว่านั้นคือ 90% ของกลุ่มที่ใช้ AI ระบุว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทได้จริง

โดยรูปแบบการใช้งาน AI ยอดฮิต 3 อันดับแรกของ SMB ไทย ได้แก่ การใช้เป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูลด้วยภาษาธรรมชาติ , การใช้เสริมประสิทธิภาพแคมเปญการตลาด , และการใช้แนะนำสินค้าให้ลูกค้าโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการปรับตัว ผู้นำ SMB ไทยกว่า 72% ยังมองว่าการปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไวเป็นเรื่องท้าทายและมีความกังวลในเรื่อง “ความปลอดภัย” ตลอดจนความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อ AI ทำให้ธุรกิจถึง 88% ยินดีที่จะลงทุนกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่มีความน่าเชื่อถือ

รู้จัก Agentforce ผู้ช่วยอัจฉริยะ เปลี่ยนธุรกิจสู่ Agentic Enterprise

เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ ทาง Salesforce ได้นำเสนอโซลูชันสุดล้ำอย่าง Agentforce ซึ่งไม่ได้เป็นแค่แชทบอทถาม-ตอบทั่วไป แต่เป็นโซลูชัน AI Agent (พนักงานดิจิทัล) ที่ทำงานอัตโนมัติ สามารถผสานการทำงานของมนุษย์ ข้อมูล และแอปพลิเคชันไว้บนแพลตฟอร์มเดียว

ที่สำคัญคือ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Salesforce ได้เปิดตัว การรองรับภาษาไทย สำหรับ Agentforce Service และ Employee Agent เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรไทยโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ Salesforce ยังได้ผสาน AI ลงในชุดซอฟต์แวร์ CRM ทั้ง Free Suite, Starter Suite และ Pro Suite เพื่อให้ SME นำไปใช้สรุปข้อมูล ร่างอีเมล หรือติดตามงานได้ง่าย ๆ รวมถึงมีการใช้งานระบบ Slack CRM ที่ให้ AI (Slackbot) เข้ามาเป็นผู้ช่วยจัดการอัปเดตข้อมูลลูกค้า หรือติดตามดีลการขายได้โดยตรงจากหน้าแชทที่เราคุ้นเคยกันเลย ช่วยยกระดับการทำงานให้เป็นระบบและรวดเร็วกว่าเดิม

ถอดบทเรียน K.W. Metal Work พลิกโฉมธุรกิจเกษตรด้วย AI 24 ชั่วโมง

เพื่อให้เห็นภาพการใช้งานที่จับต้องได้ Techhub ขอพาไปถอดบทเรียนจาก K.W. Metal Work (KWM) ผู้นำด้านการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของไทย ที่นำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา Pain Point ได้อย่างตรงจุด

โจทย์สุดท้าทายของ KWM คือ สินค้ามีความต้องการตามฤดูกาล และ ลูกค้า (เกษตรกร) มักจะตื่นเช้ามาก เกษตรกรหลายคนต้องการสอบถามข้อมูลและสั่งซื้ออุปกรณ์กันตั้งแต่เวลาตี 4 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มงานของพวกเขา ถ้าไม่มีคนตอบ ลูกค้าก็อาจจะเปลี่ยนใจไปซื้อเจ้าอื่น

แต่ครั้นจะใช้แชทบอท AI ทั่วไปมาช่วยตอบก็ไม่ได้ เพราะสินค้าเครื่องจักรกลมีรายละเอียดทางเทคนิคซับซ้อนมาก เช่น แทรคเตอร์ 1 คัน ต้องจับคู่กับอุปกรณ์พ่วงและชิ้นส่วนที่ถูกต้องจากตัวเลือกที่มีมากกว่า 7,000 รูปแบบ หาก AI ตอบผิดและแนะนำสินค้าผิดรุ่นไป ลูกค้าก็เอาไปใช้งานไม่ได้

K.W. Metal Work จึงแก้เกมด้วยการสร้าง “ระบบแนะนำผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ” ที่ขับเคลื่อนด้วย Agentforce โดยสร้างกลไกการให้คะแนน ที่ดึงข้อมูลจาก Data 360 และ MuleSoft มาประมวลผล ทำให้ AI ของที่มี สามารถวิเคราะห์ทั้งเรื่องของสต๊อกสินค้า ประวัติการซื้อ และความเข้ากันได้ของอุปกรณ์

ผลลัพธ์ที่ได้คือ

  • Agentforce สามารถเป็นที่ปรึกษา แนะนำอุปกรณ์ที่ถูกต้องให้เกษตรกรไทยกว่า 20,000 ราย ได้แบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง (เริ่มต้นรับออเดอร์ตั้งแต่ตี 4 ได้สบายๆ)
  • บริษัทสามารถรองรับยอดสั่งซื้อที่เติบโตขึ้นเฉลี่ย 30% ต่อปี
  • พนักงานจำนวนเท่าเดิม สามารถจัดการออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นจากระดับ 2,000 – 3,000 รายการ เป็น 15,000 รายการต่อปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผู้บริหารของ KWM ระบุว่า การทรานส์ฟอร์มนี้ “คืนทุน” ให้กับธุรกิจอย่างรวดเร็วตั้งแต่ในปีแรก

สรุป

เคสของ K.W. Metal Work พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการก้าวสู่การเป็น Agentic Enterprise นั้นทำได้จริง ดังที่คุณเวอร์นอน เชียว หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ ESMB ประจำภูมิภาคอาเซียนของ Salesforce ได้กล่าวเอาไว้ว่า “Agentic AI กำลังทำให้บริษัทที่มีคนแค่ 10 หรือ 50 คน สามารถปฏิบัติการและให้บริการได้เทียบเท่ากับบริษัทที่มีคน 500 หรือ 1,000 คน”

ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งที่ธุรกิจ SME และองค์กรไทยจะต้องใช้เทคโนโลยีเป็น “อาวุธ” เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากร และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคดิจิทัลได้อย่างก้าวกระโดดนั่นเองครับ