เจาะลึกโปรเจกต์รัฐยูทาห์ ไฟเขียวให้ AI จ่ายยาแทนหมอ นำร่องรักษาสิวไร้แพทย์ประกบ เปิดข้อดีลดค่ารักษา พร้อมบทเรียนความเสี่ยงที่ต้องระวัง
หลายคนเคยเชื่อมั่นว่า แพทย์คือหนึ่งในปราการด่านสุดท้ายที่ปลอดภัยจากการถูก AI กลืนกินมากที่สุด ทว่าความเชื่อนั้นกำลังถูกท้าทายอย่างจริงจัง เมื่อรัฐยูทาห์ในสหรัฐอเมริกาอนุมัติโครงการนำร่องที่เปิดทางให้ AI จ่ายยาแทนหมอ และตรวจวินิจฉัยอาการผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องมีแพทย์มนุษย์คอยประกบทุกขั้นตอน ถือเป็นรัฐแรกที่ทดลองปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์ดูแลการรักษาขั้นพื้นฐานด้วยตัวเอง
แม้จะฟังดูน่าตื่นเต้นปนหวาดเสียว แต่โครงการนี้ได้จำกัดขอบเขตการทดสอบอย่างรัดกุม โดยมีระยะเวลาทดลอง 1 ปี ซึ่งจะโฟกัสเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลางเท่านั้น
เบื้องหลังระบบนี้ คือสตาร์ตอัปสายสุขภาพนามว่า Nolla Health ซึ่งสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชันที่มีค่าบริการเดือนละ 4.99 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 170-180 บาท) และขั้นตอนการใช้งานนั้นก็ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่
– ผู้ป่วยดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแล้วสแกนใบหน้าของตัวเอง
– ตอบแบบสอบถามประวัติการรักษาและข้อมูลสุขภาพส่วนตัว
– ระบบปัญญาประดิษฐ์จะวิเคราะห์สภาพผิว ประเมินระดับความมัน และคำนวณคะแนนความรุนแรงของสิว ตั้งแต่ผิวเนียนใสไปจนถึงสิวอักเสบขั้นรุนแรง
หลังจากนั้น ปัญญาประดิษฐ์จะนำคะแนนดังกล่าวไปประมวลผลร่วมกับประวัติสุขภาพ เพื่อเลือกออกใบสั่งยาจากรายการยาที่ผ่านการรับรองความปลอดภัยจำนวน 8 รายการ
แผนทดสอบ 3 ระยะ ปลอดภัยจริงไหมเมื่อไร้แพทย์ประกบ?
เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดจนส่งผลเสียต่อคนไข้ ทางผู้พัฒนาได้แบ่งระยะการทดสอบออกเป็น 3 ขั้นคือ
– ระยะแรก (100 รายแรก) ใบสั่งยาที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้นทั้งหมด ต้องผ่านสายตาแพทย์ตัวจริงตรวจสอบและเซ็นอนุมัติก่อนส่งไปยังร้านขายยา
– ระยะที่สอง (400 รายถัดไป) ปัญญาประดิษฐ์จะส่งใบสั่งยาตรงถึงร้านขายยาได้ทันที โดยแพทย์จะเข้ามาตรวจสอบย้อนหลังแบบรายสัปดาห์
– ระยะสุดท้าย ปล่อยให้ระบบทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยแพทย์จะสุ่มตรวจความถูกต้องย้อนหลังอย่างน้อย 10% ของใบสั่งยาทั้งหมดเดือนละครั้ง
บทเรียนจากอดีต เส้นบาง ๆ ระหว่างความสะดวกกับความปลอดภัย
ความกังวลเรื่องการพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ในวงการแพทย์ไม่ใช่เรื่องคิดไปเองนะครับ เพราะย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน เคยมีกรณีชายวัย 60 ปี ปฏิบัติตามคำแนะนำของแชตบอต ChatGPT โดยนำสารโซเดียมโบรไมด์มารับประทานแทนเกลือ จนเกิดภาวะพิษจากโบรไมด์ (Bromism) ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชที่วงการแพทย์แทบไม่พบเจอแล้วนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19
ไม่เพียงเท่านั้น ยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล ก็เพิ่งถอดฟีเจอร์คำแนะนำสุขภาพจากปัญญาประดิษฐ์ออกไปอย่างเงียบ ๆ หลังพบว่าระบบสร้างคำตอบที่คลาดเคลื่อนจนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
ผู้บริหารของ Nolla Health ยืนยันว่า ยาทั้ง 8 ชนิดที่ระบบจ่ายให้คนไข้ ล้วนเป็น ยาทาภายนอก ไม่มียากิน และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจำกัดอยู่เพียงอาการผิวแห้งหรือระคายเคืองเฉพาะจุดเท่านั้น
ในมุมมองของผู้บริโภค การเปิดทางให้ปัญญาประดิษฐ์จ่ายยา อาจจะกลายสองคม ด้านนึงคือการปฏิวัติค่ารักษาพยาบาลให้ถูกลง ผู้ป่วยเข้าถึงการดูแลได้ในหลักนาทีโดยไม่ต้องรอคิวแพทย์ผิวหนังนานนับเดือน แต่ด้านที่ต้องระวังคือความรับผิดชอบและความแม่นยำ
เพราะกล้องและอัลกอริทึมอาจมองข้ามรอยโรคแฝงที่สายตาและประสบการณ์ของแพทย์มนุษย์สังเกตเห็น ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องตระหนักรู้ว่านี่คือเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น หากอาการไม่ตอบสนองหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้น การพบแพทย์ตัวจริงทันทีก็ยังเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ
ที่มา : techspot








