Apple ฉีกภาพจำ เจาะลึกเทคโนโลยีใหม่ มีอะไรบ้างที่ไม่ใช่ของเดิม

สรุป Apple Event Surprise and Shine เจาะลึก iPhone Duo จอพับเครื่องแรก iPhone 18 Pro ชิป 2nm A20 Pro กล้องปรับรูรับแสง พร้อมราคาและวันวางขาย

หากใครเคยรู้สึกว่างานเปิดตัวของ Apple ในช่วงหลังเป็นเพียงการอัปเกรดแบบเดิมซ้ำๆ เพิ่มตัวเลขชิป ปรับเฉดสีกระจกหลัง หรือขยับเซนเซอร์กล้องขึ้นทีละนิด 

ผมบอกเลยว่า งาน Apple Event Surprise and Shine ครั้งนี้เหมือนจะฉีกภาพจำเดิมๆ เหล่านั้นทิ้งไปครับ เพราะสิ่งที่ Apple ขนขึ้นเวทีไม่ใช่แค่การไมเนอร์เชนจ์ แต่เป็นการรื้อโครงสร้างวิศวกรรมภายในแทบทั้งหมด ตั้งแต่สถาปัตยกรรมชิปขนาด 2 นาโนเมตรแท้ๆ ระบบกล้องม่านรูรับแสง สถาปัตยกรรมกระจายความร้อนด้วยทองแดงระดับนาโน 

และที่สำคัญที่สุดคือ การเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับเครื่องแรกของค่ายที่แก้โจทย์เรื่องรอยพับได้อย่างน่าทึ่งครับ

ภาพรวมไลน์อัปใหม่ที่ Apple เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อคืน มีอะไรบ้าง 

ก่อนจะเจาะลึกไปที่ไส้ในของเทคโนโลยี มาเริ่มกันที่ขุนพลใหม่ทั้งหมดที่ Apple ทยอยปล่อยออกมาสู่สายตาชาวโลก โดย Techhub ขอ สรุป Apple Event Surprise and Shine ไว้ให้ด้านล่างครับ

  • iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max สมาร์ทโฟนเรือธงที่เพิ่มความสามารถด้านกล้องมากขึ้น มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผลรุ่นใหม่ และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานที่สุดเท่าที่ Apple เคยสร้างมา (เรื่องแบต เค้าก็โม้แบบนี้ทุกครั้งแหละ ฮ่าๆ )
  • iPhone Duo สมาร์ทโฟนจอพับที่ผสานการทำงานร่วมกับ iPad ได้อย่างคล่องตัว 
  • AirPods 5 หูฟังทรง Open-ear ที่รอบนี้ยกเครื่องระบบตัดเสียงรบกวนให้ทรงพลังเทียบชั้นหูฟังตัวท็อปเลย
  • Apple Watch Series 12 และ Apple Watch Ultra 4 นาฬิกาอัจฉริยะที่มาพร้อมชิปเซ็ตใหม่ที่รันระบบ Audio Intelligence ได้บนข้อมือโดยตรง

เทคโนโลยีใหม่ มีอะไรน่าสนใจ 

1. ชิป A20 Pro 2nm จาก TSMC 

สรุป Apple Event Surprise and Shine

หัวใจขับเคลื่อนสำคัญของทั้ง iPhone 18 Pro Series และ iPhone Duo คือชิปประมวลผล A20 Pro ครับ โดยสร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 2 นาโนเมตร ล่าสุดของ TSMC 

สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่การบีบขนาดทรานซิสเตอร์ให้เล็กลงและมีความหนาแน่นขึ้น แต่ Apple ได้ปรับโครงสร้างภายในใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับการประมวลผล AI และงานกราฟิกหนักๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • CPU 6-core ยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วยคอร์ประมวลผลประสิทธิภาพสูงเจเนอเรชันใหม่อย่าง Super Cores จำนวน 2 คอร์ ทำงานเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 20% ซึ่ง Apple โม้ว่า ให้ประสิทธิภาพ เทียบชั้นชิปคอมพิวเตอร์ระดับเดสก์ท็อปได้เลย ทำงานคู่กับคอร์ประหยัดพลังงานอีก 4 คอร์
  • GPU 7-core โดยเป็นสถาปัตยกรรมกราฟิกรุ่นใหม่ที่เร็วขึ้นสูงสุดถึง 40% ภายในเจเนอเรชันเดียว ช่วยให้เล่นเกมกราฟิกระดับคอนโซล เช่น Monster Hunter Outlanders ได้ที่เฟรมเรตสูงถึง 120 fps พร้อมรองรับระบบ MetalFX Upscaling และระบบเสียง Spatial Audio
  • Dual Neural Engine ขนาด 32 Cores  อันนี้แอบว้าว เพราะเป็นครั้งแรกที่ Apple ยัด Neural Engine เข้าไปถึง 2 ตัว ทำให้มีคอร์ประมวลผลรวม 32 คอร์ ทำให้ความเร็วในการประมวลผลโมเดล AI บนตัวเครื่อง สูงขึ้นถึง 2 เท่าเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
  • แบนด์วิดท์หน่วยความจำกว้างขึ้น 50% ช่วยให้การถ่ายโอนข้อมูลระหว่าง CPU, GPU และคอร์ AI ไหลลื่นไร้รอยต่อ รองรับการรันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMบนตัวเครื่องได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาคลาวด์ตลอดเวลา

เทคนิคการจัดวาง Side-by-Side Packaging และระบบ Vapor Chamber ใหม่

สิ่งที่นับเป็นของใหม่แกะกล่องในระดับฮาร์ดแวร์จริงๆ คือการเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางชิปภายใน จากเดิมที่หน่วยความจำและแผ่นชิปมักจะประกบซ้อนกัน Apple ได้หยิบยืมเทคนิคจากชิปตระกูล M บนคอมพิวเตอร์ Mac โดยนำแผ่นซิลิคอนดาย มาวาง ขนานเคียงข้าง กับหน่วยความจำ

ซึ่งการจัดวางแบบนี้ดึงหน่วยความจำออกจากเส้นทางการสะสมความร้อนของ SoC โดยตรง และทำให้หน้าสัมผัสของชิป A20 Pro สามารถแนบสนิทกับระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ได้แบบเต็มพื้นที่ผิว

ในห้องระบายความร้อน Vapor Chamber มีพื้นที่ผิวใหญ่ขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับ iPhone 17 Pro ผลิตจากสเตนเลสสตีลรีไซเคิล 80% ประกบเข้ากับแผ่นแกรไฟต์นำความร้อนสูง

สรุป Apple Event Surprise and Shine

มีการนำวัสดุใหม่ระดับนวัตกรรมอย่าง Nano Twin Copper มาติดตั้ง ช่วยดึงความร้อนออกจากหน้าจอและโครงสร้างเครื่องได้อย่างรวดเร็ว

ผลลัพธ์คือ ทำให้ประสิทธิภาพระดับสูงสุดต่อเนื่อง ทำได้ดีขึ้นสูงสุด 35% ถึง 40% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน และดีขึ้นกว่า iPhone 16 Pro ถึง 2 เท่า เครื่องจึงไม่ลดความเร็วลงง่ายๆ แม้จะเล่นเกมหรือเรนเดอร์งานหนักเป็นเวลานานนั่นเอง

2. โมเด็ม C2 และชิป N1  

อีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญคือการลดการพึ่งพาชิปโมเด็มภายนอก โดย Apple ได้เปิดตัวชิปโมเด็มเซลลูลาร์ที่พัฒนาขึ้นเองในชื่อ โมเด็ม C2 อย่างเป็นทางการ

  • มีอะไรใหม่ในโมเด็ม C2 ตัวชิปมีการออกแบบใหม่ทั้งหมด พร้อมนำ อัลกอริทึม AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์สภาพคลื่นสัญญาณ ทำให้ตัวเครื่องสามารถค้นหาและจับสัญญาณเซลลูลาร์กลับมาได้ทันทีหลังจากหลุดออกมาจากจุดอับสัญญาณหรืออุโมงค์
  • ความเร็วและการประหยัดพลังงาน โดยโมเด็ม C2 เพิ่มความเร็วในการอัปโหลดข้อมูลให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับชิปทดสอบรุ่น C1X, รองรับคลื่นความถี่สูง 5G mmWave และจุดเด่นที่สุดคือ ประหยัดพลังงานลงถึง 15%
  • เสริมด้วยชิปไร้สาย Apple N1 สำหรับ iPhone 18 Pro Series ที่ยังมีชิปควบคุมการเชื่อมต่อไร้สายตัวใหม่ N1 ที่ Apple ออกแบบเองเพื่อรองรับมาตรฐาน Wi-Fi 7, Bluetooth 6 และระบบโครงข่าย Smart Home อย่าง Thread
  • รองรับอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมแล้วหรือยัง หลายคนอาจสงสัยว่าการเปลี่ยนโมเด็มใหม่จะทำให้เล่นเน็ตผ่านดาวเทียมได้หรือยัง คำตอบคือชิป C2 ยังคงเน้นไปที่โครงข่าย 5G และระบบเซลลูลาร์ความเร็วสูงเป็นหลัก ในขณะที่การเชื่อมต่อดาวเทียมของ Apple ยังคงถูกสงวนไว้สำหรับการส่งข้อความ SOS บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และการส่งข้อความผ่านดาวเทียมตามเดิม ยังไม่ได้ขยับไปสู่บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมเต็มรูปแบบ

3. แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้นจริงไหม? 

คำตอบสั้นๆ คือ ใหญ่ขึ้นจริงและอึดขึ้น ซึ่งความลับไม่ได้อยู่ที่ขนาดก้อนแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากชิป 2nm ที่กินพลังงานต่ำ การประหยัดไฟของชิปโมเด็ม C2 และการออกแบบพื้นที่ภายในเครื่อง

  • iPhone 18 Pro เล่นวิดีโอต่อเนื่องได้ยาวนานสูงสุดถึง 34–36 ชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับความอึดของรุ่นตัวท็อปอย่าง iPhone 17 Pro Max ของปีก่อนหน้า
  • iPhone 18 Pro Max เขาบอกว่า สามารถเล่นวิดีโอต่อเนื่องได้ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ iPhone ถึง 43–45 ชั่วโมง
  • Apple ได้เปิดเผยแบบจำลองการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น การถ่ายภาพ การท่องเว็บ และการประมวลผล AI พบว่า iPhone 18 Pro สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ส่วน iPhone 18 Pro Max อยู่ได้ยาวนานถึง 30 ชั่วโมง
  • ระบบชาร์จเร็วผ่านสาย ที่อัปเกรดให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ถึงระดับ 50% ได้ภายในเวลาประมาณ 15 นาที และหากมีเวลาชาร์จเร่งด่วนเพียง 5 นาที ตัวเครื่องก็พร้อมสำหรับเปิดดูวิดีโอต่อเนื่องได้ราว 6–7 ชั่วโมงครับ
  • แบตเตอรี่คู่บน iPhone Duo เพื่อให้ตัวเครื่องบางเฉียบขณะกางออก Apple ได้แบ่งแบตเตอรี่ความหนาแน่นสูงออกเป็น 2 ก้อน ติดตั้งแยกไว้ที่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของบานพับ โดยมีอัลกอริทึมคอยบริหารสมดุลพลังงานให้แบตเตอรี่ทั้งสองฝั่งทำงานพร้อมกันอย่างแม่นยำ ส่งผลให้เล่นวิดีโอบนจอด้านในได้นานถึง 31 ชั่วโมง และเล่นบนจอด้านนอกได้นานถึง 44 ชั่วโมง (ใช้งานสลับจอเฉลี่ยทั่วไปได้ 24 ชั่วโมง) พร้อมรองรับการชาร์จไว 50% ภายใน 20 นาที

4. นวัตกรรมหน้าจอ ยุคแห่งจอพับไร้รอยต่อ และกล้องซ่อนใต้จอ

สรุป Apple Event Surprise and Shine

เรื่องหน้าจอในงานนี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในรุ่น Pro และการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับอย่าง iPhone Duo

ก่อนหน้านี้ Apple เลือกที่จะไม่เปิดตัวมือถือ จอพับจนกว่าจะแก้ปัญหาคลาสสิกของตลาดได้สำเร็จ ทั้งรอยพับกลางจอที่สะดุดตา ผิวสัมผัสแบบพลาสติก และการสะท้อนแสง

  • ขนาดหน้าจอด้านในมีขนาดใหญ่ถึง 7.6 นิ้ว แบบ Super Retina XDR (ใหญ่กว่า 18 Pro Max ถึง 50% และใหญ่กว่า 18 Pro ถึง 80%) ส่วนหน้าจอด้านนอกมีขนาด 5.4 นิ้ว ซึ่งให้พื้นที่การใช้งานถึง 90% ของ iPhone 18 Pro ตัวปกติ 
  • กระจกเคลือบผิว Nano-texture โดยนำเทคนิคผิวด้านจากหน้าจอ Mac และ iPad Pro มาใช้ ช่วยลดแสงจ้า แสงสะท้อน และพรางสายตาทำให้รอยพับตรงกลางดูเรียบเนียนจนแทบมองไม่เห็นเมื่อเปิดใช้งาน
  • เทคนิค Confocal Laser และ 3D-Printed Photopolymer ที่ใช้เลเซอร์ความละเอียดสูงสแกนความโค้งของโครงสร้างจอแบบรายชิ้น จากนั้นพิมพ์สารโฟโตโพลีเมอร์แบบ 3 มิติความละเอียดระดับไมครอนลงไปสูงสุด 25 ชั้น เพื่อเกลี่ยและชดเชยระนาบรอยคลื่นตรงแกนพับให้แบนราบที่สุด
  • โครงสร้างกาวเลื่อนตัวแบบหน้าหนังสือ ที่ชั้นฟิล์มภายในสามารถขยับตัวเหลื่อมกันขณะพับคล้ายการเปิดหน้าหนังสือ ป้องกันไม่ให้แผ่นหน้าจอด้านในเกิดความเค้น ยืดตัว หรือเสียรูปทรงจากการพับซ้ำๆ ในระยะยาว
  • กล้อง Under-display FaceTime โดยเป็นครั้งแรกที่ Apple นำเทคโนโลยีซ่อนกล้องหน้าไว้ใต้เม็ดพิกเซลของกระจกหน้าจอด้านใน ทำให้เมื่อกางจอออกจะมองเห็นผืนผ้าใบแบบเต็มตา ไร้รอยเจาะรูหรือติ่งบดบังสายตา
  • iPhone Duo ยังรองรับ Apple Pencil ด้วยครับ โดยให้ผู้ใช้สามารถนำปากกา Apple Pencil มาขีดเขียน สเก็ตช์ภาพ หรือเซ็นเอกสารบนหน้าจอของ iPhone Duo ได้ทั้งสองหน้าจอ

การปรับปรุงหน้าจอ iPhone 18 Pro Series

สำหรับ iPhone 18 Pro และ 18 Pro Max มีการปรับดีไซน์ Dynamic Island ให้มีขนาดกะทัดรัดลงกว่าเดิม กินพื้นที่หน้าจอน้อยลง และฉลาดขึ้นด้วยการรองรับการแสดงผลกิจกรรมสด พร้อมกันได้สูงสุดถึง 3 วิดเจ็ตในเวลาเดียวกัน เช่น การดูสถานะเที่ยวบิน การนำทางด้วยแผนที่ และการจับเวลา

5. ระบบกล้องใหม่ 

การพัฒนาของกล้องในรอบนี้ไม่ได้มาจากการอัดจำนวนเมกะพิกเซล แต่เป็นการนำ ฟิสิกส์เชิงกล ที่อยู่ในระดับกล้องมืออาชีพมาใส่ไว้ในสมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรกของ Apple 

  • Variable Aperture รูรับแสงปรับได้จริง โดยกล้องหลัก 48MP ของ iPhone 18 Pro ได้รับการติดตั้งชุดกลไกม่านรูรับแสงที่สร้างจากใบมีดเลเซอร์คัต 6 ชิ้น ซึ่งบางยิ่งกว่าเส้นผมมนุษย์ ผลิตจากวัสดุพอลิเมอร์คอมโพสิตน้ำหนักเบา ม่านนี้สามารถขยับเปิด-ปิดได้จริงตามสภาพแสง โดยในที่แสงน้อยจะเปิดกว้างเพื่อรับแสงเพิ่มขึ้นถึง 50% (ปรับแต่งที่ f/1.8) แต่เมื่อถ่ายภาพหมู่หรือวิวทิวทัศน์ ม่านจะหรี่แคบลงเพื่อเพิ่มระยะชัดลึก ทำให้ทุกคนในภาพและฉากหลังมีความคมชัดอย่างเป็นธรรมชาติ
  • Pro Controls ในแอปกล้อง โดยนอกจากการปรับอัตโนมัติแล้ว แอปกล้องยังเพิ่มเมนูควบคุมแบบโปรอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการล็อกสปีดชัตเตอร์เพื่อสร้างภาพถ่ายที่มีโมชันเบลอ การปรับสมดุลแสงขาวแบบละเอียด และการเลือกปรับรูรับแสงม่านกลไกแบบแมนนวลได้ 4 ระดับ
  • Apple Reference Image ลายเซ็นดิจิทัลต้านภาพปลอมแปลง ซึ่ง Apple ได้แก้ปัญหาภาพถ่าย AI ปลอมแปลง ในระดับเซนเซอร์กล้อง ซึ่งจะมีการลงรหัสรับรองดิจิทัลระดับพิกเซลทันทีที่กดชัตเตอร์ จากนั้นระบบ Private Cloud Compute จะจัดเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัล ที่ไม่สามารถแก้ไขดัดแปลงได้ ทำหน้าที่เป็นหลักฐานยืนยันความแท้จริงของภาพถ่าย
  • ลูกเล่นกล้องเฉพาะตัวของ iPhone Duo ด้วยดีไซน์บานพับที่สามารถกางตั้งโต๊ะได้เอง จึงเปิดฟังก์ชันใหม่อย่าง Smart Take ที่ใช้ AI ตรวจจับท่าทางและสั่งกดชัตเตอร์ให้อัตโนมัติเมื่อทุกคนในเฟรมโพสท่าเรียบร้อย มาพร้อมฟังก์ชัน Duo Preview แสดงภาพตัวอย่างบนจอด้านนอกให้ตัวแบบเห็นท่าโพสของตัวเอง และฟังก์ชันดึงดูดสายตาเด็กที่จะเปิดฉายแอนิเมชัน Peanuts สั้นๆ บนจอด้านนอกเพื่อเรียกรอยยิ้มระหว่างถ่ายภาพ

6. AirPods 5 และ Apple Watch ตัวใหม่ 

นอกจากสมาร์ทโฟนแล้ว อุปกรณ์เสริมและอุปกรณ์สวมใส่รอบตัวก็มีการอัปเกรดฮาร์ดแวร์และฟีเจอร์ใหม่อย่างชัดเจนครับ

AirPods 5 

  • มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน ANC ดีขึ้น 50%  โดยนำสถาปัตยกรรมอะคูสติกแบบมัลติพอร์ต และชิปประมวลผลเสียงเชิงคำนวณที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก AirPods Pro มาใช้ (เอาของรุ่นพี่มาใช้นั่นแหละ) ทำให้ระบบตัดเสียงรบกวนในหูฟังดีไซน์เปิดหูนี้ สามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้มีประสิทธิภาพดีขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับ AirPods 4 รุ่น ANC
  • ปุ่มปรับเสียง Volume Swipe สำหรับรุ่นที่มาพร้อมเคสชาร์จไร้สาย มีการเพิ่มเซนเซอร์แรงกดที่ก้านหูฟัง ทำให้สามารถเลื่อนนิ้วขึ้นหรือลงเพื่อปรับระดับเสียงได้โดยตรงเป็นครั้งแรกของหูฟังทรงเปิดหูครับ (ซึ่งก่อนหน้านี้ ทำได้แค่ในรุ่น Pro เท่านั้น) 
  • มีการออกแบบเซลล์แบตเตอรี่ใหม่ให้ใช้งานได้นานสูงสุด 5 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้งแม้จะเปิดโหมด ANC และมีการออกแบบให้ทนน้ำ ทนฝุ่นได้ดีขึ้น 

Apple Watch Series 12  และ Ultra 4 ที่มาพร้อม ชิป S11 และระบบเซนเซอร์สุขภาพใหม่

  • ชิปประมวลผล S11 ใช้สถาปัตยกรรมที่ต่อยอดมาจากชิป A20 Pro พร้อมโปรเซสเซอร์ Always-on และระบบความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์ ซึ่งมีพื้นที่บัฟเฟอร์แยกสำหรับจัดการข้อมูลเสียงอย่างปลอดภัยโดยเฉพาะ
  • ระบบ Health Sensing System ใหม่ ปรับพื้นที่ขั้วไฟฟ้า ECG ให้กว้างขึ้น ใช้หลอด LED สีเขียวขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ทุกๆ 5 วินาทีตลอดทั้งวัน (ถี่ขึ้น 60 เท่า) และตรวจวัดค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ได้บ่อยขึ้นถึง 24 เท่า โดยแยกการวิเคราะห์ระหว่าง Recovery HRV และ Overall HRV ได้อย่างละเอียด
  • Readiness Score ฟีเจอร์ใหม่ที่วิเคราะห์คะแนนร่างกายรายวันในระดับ 0–10 เพื่อบอกว่าวันนี้ควรพักผ่อนฟื้นฟู , ค่อยเป็นค่อยไป , พร้อมลุย หรือลุยได้เต็มที่ 
  • Audio Intelligence ฟังก์ชันเสียงอัจฉริยะบนข้อมือ ประกอบด้วย Live Rewind เพียงกด Digital Crown สองครั้ง ระบบจะแสดงข้อความถอดเสียงย้อนหลัง 15 วินาทีล่าสุดของบทสนทนาที่เพิ่งผ่านไป, Siri Recap สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมหรือบทสนทนายาวๆ ให้อัตโนมัติ และ Sound Recognition แจ้งเตือนเสียงสำคัญรอบตัว เช่น เสียงกริ่งประตู ไซเรน หรือเสียงเด็กร้องไห้ โดยไม่ต้องพก iPhone ติดตัวไปด้วย
  •  หน้าปัดรุ่นตัวเรือนอะลูมิเนียมเปลี่ยนมาใช้กระจก Ceramic Shield 2 ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนดีขึ้นกว่ากระจก Ion-X เดิมถึง 60%

7.ราคาและการวางจำหน่าย มีการปรับราคาอย่างไรบ้าง?

  • iPhone 18 Pro ราคาเริ่มต้นที่ 48,900 บาท สำหรับความจุ 256GB ไปจนถึงรุ่นความจุสูงสุด 2TB โดยเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าตั้งแต่วันเสาร์ที่ 12 กันยายน และเริ่มวางจำหน่ายจริงในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน
  • iPhone 18 Pro Max ราคาเริ่มต้นที่ 52,900 บาท สำหรับความจุ 256GB เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าตั้งแต่วันเสาร์ที่ 12 กันยายน และเริ่มวางจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 18 กันยายนเช่นเดียวกัน
  • iPhone Duo เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้นที่ 79,900 บาท มีความจุให้เลือกตั้งแต่ 256GB, 512GB, 1TB และ 2TB โดยเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม และเริ่มวางจำหน่ายจริงในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม
  • AirPods 5 (รุ่นมาตรฐาน) ราคาเริ่มต้นที่ 4,790 บาท ได้ระบบตัดเสียง ANC บนหูฟังทรงเปิดหูในราคาเข้าถึงง่าย สั่งซื้อล่วงหน้าได้ทันที และวางจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน
  • AirPods 5 (รุ่นพร้อมเคสชาร์จไร้สาย) ราคา 5,490 บาท ได้ระบบปรับเสียง Volume Swipe และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้น สั่งซื้อล่วงหน้าได้ทันที และวางจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน
  • Apple Watch Series 12 ราคาเริ่มต้นที่ $399 ในสหรัฐฯ (ยังไม่เปิดเผยราคาไทย) เริ่มวางจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน
  • Apple Watch Ultra 4 ยังคงรักษาระดับราคาเดิมไว้ที่ $799 ในสหรัฐฯ (ยังไม่เปิดเผยราคาไทย) เริ่มวางจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน

งานเปิดตัวรอบนี้สะท้อนชัดเจนว่า Apple ให้ความสำคัญกับ สถาปัตยกรรมระดับรากฐานอย่างแท้จริง การปล่อย iPhone Duo สู่ตลาดไม่ได้เป็นเพียงการตามกระแสจอพับของตลาด แต่เป็นการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมที่คั่งค้างมานานด้วยเทคนิคการเคลือบผิว Nano-texture, การพิมพ์โฟโตโพลีเมอร์ด้วยเลเซอร์ และการซ่อนกล้องใต้หน้าจอ

ในขณะเดียวกัน ชิป A20 Pro ขนาด 2nm ร่วมกับ ชิปโมเด็มเซลลูลาร์ C2 และระบบจัดการความร้อนแบบ Vapor Chamber ผสานทองแดงนาโน ล้วนเป็นการวางรากฐานฮาร์ดแวร์ให้ทรงพลังและประหยัดพลังงานมากพอที่จะรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์ Personal AI บนอุปกรณ์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องแลกมาด้วยความร้อนหรืออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่น้อยลงครับ 

นอกจากเรื่องของฮาร์ดแวร์แล้ว Apple ยังได้เปิดตัว John Ternus ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO คนใหม่ของ Apple ซึ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ต่อจาก Tim Cook ที่ขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร โดยเวที Apple Event ในรอบนี้ เขาปรากฏตัวดำเนินรายการหลักและแถลงวิสัยทัศน์ในฐานะผู้นำสูงสุดของ Apple เป็นครั้งแรกของเขาครับ  

ที่มา : Apple Newsroom