ใช้ Mac เลือก Safari หรือ Chrome ดี เทียบจุดเด่นกับการใช้งานจริง

Safari หรือ Chrome

Apple ชวนย้ายค่าย เจาะลึกใช้ Mac เลือก Safari หรือ Chrome ดีกว่ากัน ทั้งเรื่องกินแบต ความเร็ว และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การทำงานจริง

หากใครใช้ Mac แต่กลับเปิดใช้งาน Chrome เป็นเรื่องปกติ ก็ต้องว่่า คุณไม่ใช่คนส่วนน้อยครับ เพราะสถิติล่าสุดจาก StatCounter ชี้ให้เห็นว่า Chrome ครองส่วนแบ่งตลาดเบราว์เซอร์ทั่วโลกไปถึง 66.36% ขณะที่ Safari ตามมาห่าง ๆ ที่ 18.27%

ทว่าล่าสุด Apple ได้เปิดตัวแคมเปญใหม่อย่าง Stay on Safari เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้ตัดสินใจย้ายจาก Chrome ไป Safari โดยหยิบยกจุดแข็งเรื่องการประหยัดพลังงาน ความเร็ว และความเป็นส่วนตัวมาเป็นหมัดเด็ด แต่คำถามสำคัญคือ คำโฆษณาเหล่านี้สะท้อนการใช้งานจริงมากน้อยเพียงใด?

Apple พยายามชูจุดเด่นที่ Chrome ให้ไม่ได้ ซึ่งเกิดจากการที่ตนเองเป็นผู้ควบคุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เช่น สามารถดูวีดีโอได้นานขึ้นสูงสุด 5 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แต่จุดที่ต้องสังเกตคือ นี่คือตัวเลขเฉพาะการดูวิดีโอ ไม่ใช่การใช้งานทั่วไป เพราะการเปิดแถบหน้าเว็บทำงานหลายสิบหน้าพร้อมกัน หรือการรันเว็บแอปพลิเคชันหนัก ๆ ย่อมใช้พลังงานไม่เหมือนกันครับ

ในการทดสอบความเร็ว Apple โชว์ว่า Safari โหลดหน้าเว็บยอดนิยม 12 เว็บไซต์ได้เร็วกว่า Chrome ถึง 35% ทว่าการทดสอบนี้ทำขึ้นบนแล็ปท็อป MacBook Air ขนาด 15 นิ้วที่ใช้ชิป M5 และหน่วยความจำ 16 GB ภายใต้เครือข่ายจำลอง จึงไม่ได้การันตีว่าจะเร็วขึ้น 35% เท่ากันในทุกเว็บไซต์ ทุกความเร็วอินเทอร์เน็ต หรือบนคอมพิวเตอร์ Mac รุ่นเก่า

นอกจากนี้ Safari ยังชูโรงระบบ Intelligent Tracking Prevention และการบล็อกคุกกี้บุคคลที่สามเป็นค่าเริ่มต้น ช่วยป้องกันไม่ให้เว็บไซต์สะกดรอยพฤติกรรมของคุณ ต่างจาก Chrome ที่ผู้ใช้มักต้องเข้าไปปรับแต่งการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวด้วยตนเอง (อันนี้ให้ Safari 1 แต้ม)

แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ยังจำใจใช้ Chrome? ต้องบอกว่าแม้สถาปัตยกรรมของ Chromium จะถูกวิจารณ์มาตลอดเรื่องการกิน RAM ที่มากเกินไป รวมถึงประเด็นล่าสุดที่ Chrome แอบดาวน์โหลดโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Gemini Nano ขนาด 4 GB ลงในเครื่องผู้ใช้โดยอัตโนมัติ แต่ผู้ใช้จำนวนมากก็ยังไม่ยอมย้ายไปไหน

เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ประสิทธิภาพของตัวโปรแกรม แต่อยู่ที่ความต่อเนื่องของงาน ทั้ง

– ส่วนขยาย Chrome โดยมีคลังส่วนขยายที่ใหญ่และครอบคลุมงานเฉพาะทางมากกว่า Safari มาก
– การข้ามแพลตฟอร์มมันยุ่งยาก โดยหากคุณใช้ Mac ทำงาน แต่ใช้สมาร์ตโฟนระบบ Android หรือมีคอมพิวเตอร์ตั้งที่เป็น Windows การซิงก์รหัสผ่าน บุ๊กมาร์ก และประวัติการเข้าชมผ่าน Chrome บัญชีเดียวยังคงสะดวกกว่าระบบนิเวศปิดของ Apple ชนิดเทียบไม่ติด (ซึ่งผมก็เป็นแบบนั้น อ่ะ ทำงานจากข้างนอกมา มาถึงเปิดคอม Windows ที่บ้าน ทำงานต่อได้เลย)

ในมุมมองส่วนตัว ตัวเลข 5 ชั่วโมง หรือ 35% ของ Apple คือภาพสะท้อนของการทดสอบในห้องปฏิบัติการที่ตัดสิ่งรบกวนออกไปทั้งหมด แต่ชีวิตการทำงานจริงของเราเต็มไปด้วยส่วนขยาย หน้าเว็บที่เขียนโค้ดไม่สมบูรณ์ และการสลับหน้าจอไปใช้งานแอพอื่นๆ ตลอด

ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อาจไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่บวกกับทุกคน หากใคร Mac เพื่อความบันเทิง ดูหนัง เข้าเว็บไซต์ทั่วไป หรือพิมพ์งานพื้นฐาน Safari ก็อาจจะเหมาะที่สุดแหละ เพราะช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้

แต่หากการทำงานยังต้องพึ่งพาส่วนขยายเฉพาะทาง หรือต้องทำงานข้ามระบบปฏิบัติการ การยอมเสียเวลาเสียบสายชาร์จบ่อยขึ้นเพื่อแลกกับความคล่องตัวบน Chrome ก็ยังคงเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ากว่าอยู่ดีครับ

ที่มา :  techspot