ยุคที่รถยนต์เป็นแค่พาหนะกำลังจะหมดไป เพราะในอนาคตอันใกล้ เพราะรถยนต์ของหลาย ๆ คน อาจจะมีสมองที่แรงกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่บ้านเสียอีก
Micron ยักษ์ใหญ่ด้านหน่วยความจำเพิ่งออกมาให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า รถยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์อัจฉริยะรุ่นใหม่ อาจต้องการ DRAM สูงถึง 300GB เพื่อให้ทำงานได้อย่างราบรื่น
โดยในงานแถลงผลประกอบการของ Micron เผยว่า ปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ที่มีระบบช่วยขับขี่ (ADAS) ระดับ Level 2 ใช้ RAM เฉลี่ยเพียง 16GB เท่านั้น แต่เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุค Level 4 ที่จะขับเคลื่อนอัตโนมัติเกือบเต็มรูปแบบ ตัวเลขนี้จะพุ่งทะยานไปถึง 300GB ทันที
ทำไมต้องเยอะขนาดนั้น? ลองจินตนาการดูครับว่า รถยนต์ไร้คนขับต้องประมวลผลข้อมูลจากเซนเซอร์, กล้องรอบคัน, เรดาร์ และระบบ AI เพื่อตัดสินใจในเสี้ยววินาที ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ต้องการพื้นที่พักข้อมูล หรือ RAM ที่ทั้งเร็วและใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดอาการค้าง ระหว่างอยู่บนท้องถนน
Micron ยังมองไกลไปถึงวงการ Robotics โดยเชื่อว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคทองของหุ่นยนต์ที่จะเติบโตต่อเนื่องไปอีก 20 ปี ซึ่งหุ่นยนต์ AI เหล่านี้จะมีแพลตฟอร์มการประมวลผลที่เทียบเท่ากับรถยนต์ Level 4 นั่นหมายความว่าพวกมันก็ต้องการ RAM ระดับ 300GB เช่นกัน เพื่อใช้ในการเรียนรู้และโต้ตอบกับมนุษย์แบบ Real-time
ในขณะที่ผู้ใช้ PC อาจจะกังวลว่าราคา RAM จะพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากดีมานด์มหาศาลจากฝั่งยานยนต์และหุ่นยนต์ แต่สำหรับ Micron นี่คือยุคทองอย่างแท้จริง
มุมมองของ Techhub การที่รถยนต์หนึ่งคันต้องการ RAM ถึง 300GB สะท้อนให้เห็นว่า Software Defined Vehicle ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ต่อไปเราอาจไม่ได้เลือกซื้อรถที่แรงม้าแต่เลือกที่ความแรงของชิป และความจุของ RAM แทน
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ Memory Crisis หรือวิกฤตหน่วยความจำที่อาจกลับมาหลอกหลอนเราอีกครั้ง ถ้าโรงงานผลิตไม่ทัน ความต้องการที่สูงขนาดนี้อาจส่งผลกระทบต่อราคาอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ อย่างสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ได้
ที่มา








