เมื่อโรงพยาบาลระดับโลก ขอเรียนรู้วิชา Hospitality จากไทย  ถอดรหัสแพทย์ยุคใหม่ใน HMA 2026

โรงพยาบาลแห่งอนาคต

ส่องมุมมอง HMA 2026 เมื่อสหรัฐฯ มาเรียนรู้งานบริการเอเชีย ถอดสูตร โรงพยาบาลแห่งอนาคต ที่ผสานเทคโนโลยี แก้ปัญหาคิว และรักษาด้วยหัวใจ

เวลาที่เราพูดถึงโรงพยาบาลไฮเทคในฝัน หลายคนมักจะนึกถึงภาพตึกสูงระฟ้าในสหรัฐอเมริกา ที่เต็มไปด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ส่งยา และปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำที่คอยช่วยคุณหมอวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ

ซึ่งในงาน Hospital Management Asia (HMA) 2026 งานประชุมการบริหารจัดการโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อฉลองวาระครบรอบ 25 ปี ภายใต้แนวคิด “Leading Change that Delivers”  Techhub ได้มีโอกาสเข้าร่วมพูดคุยและรับฟังการสัมภาษณ์พิเศษกับเหล่าผู้นำด้านสาธารณสุขระดับโลก ซึ่งได้ข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนในอย่างมากครับ

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและ AI ทางการแพทย์ สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจที่สุดในวงสัมภาษณ์ กลับเป็นคำตอบของผู้บริหารจากสถาบันการแพทย์ระดับท็อปของสหรัฐฯ ที่บอกกับเราอย่างตรงไปตรงมาว่า โลกตะวันตกกำลังบินข้ามโลกมาเพื่อขอเรียนรู้วิชาการบริการและจิตวิญญาณแบบเอเชีย ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีราคาแพงแค่ไหนก็สร้างขึ้นมาเองไม่ได้

มนต์เสน่ห์ Hospitality ที่สถาบันแพทย์ 124 ปี ยังต้องคารวะ

ในช่วงการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับนานาชาติ ทีมงานได้ร่วมพูดคุยกับคุณ Alan Dubovsky ตัวแทนจาก Cedars-Sinai สถาบันการแพทย์เชิงวิชาการชั้นนำจากรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 124 ปี

โดยเขาเล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังการเดินทางมาร่วมงานที่ไทยว่า Cedars-Sinai มีโครงการดูแลผู้ป่วยต่างชาติ ที่เติบโตอย่างรวดเร็วมากในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา โดยมีสำนักงานทั้งในสิงคโปร์และจีน และมองว่าประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจสำหรับการสร้างพันธมิตรความร่วมมือใหม่ๆ

แต่เมื่อถามถึงสิ่งที่สองซีกโลกสามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ Dubovsky ได้เปิดใจถึงจุดที่ระบบสุขภาพของสหรัฐฯ ยังคงขาดหายไปไว้อย่างน่าสนใจ เขายอมรับว่าแม้สหรัฐฯ จะมีโครงสร้างระบบที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่มักตกหล่นไปเสมอคือเรื่องของ วัฒนธรรมและการบริการด้วยใจ หรือ Culture & Hospitality

“สิ่งที่พวกคุณทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่พวกเราในสหรัฐฯ ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมาก คือการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและการบริการ… ทุกคนที่ผมได้พบ ตั้งแต่คนที่สนามบิน โรงแรม จนถึงงานประชุม ทุกคนปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะ ‘เพื่อนมนุษย์’ ไม่ใช่แค่มองเป็นคนไข้หรือลูกค้าสายการบิน” — Alan Dubovsky เล่าถึงความประทับใจในการเยือนไทยครั้งแรก

นอกจากนี้ Dubovsky ยังเสริมว่า เขารู้สึกทึ่งกับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชนในภูมิภาคนี้ เพราะในหลายประเทศ สองฝั่งนี้มักจะแยกขาดจากกัน แต่ในเอเชีย แม้จะมีการแข่งขันกันในบางมุม ทุกฝ่ายกลับพร้อมใจกันมานั่งร่วมโต๊ะเพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในการดูแลคนไข้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบสุขภาพฝั่งตะวันตกควรนำไปปรับใช้อย่างยิ่ง

แลกหมัดกลับ สิ่งที่เอเชียต้องเรียนรู้ และเทคโนโลยีที่ต้อง เวิร์กและทำงานได้จริง

แน่นอนว่าการสัมภาษณ์ไม่ได้มีแค่การชื่นชมวัฒนธรรมบริการ เพราะ Dubovsky ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่โรงพยาบาลในเอเชียสามารถเรียนรู้จากสหรัฐฯ ได้เช่นกัน

มุมมองแบบผู้บริโภค ผู้ป่วยในสหรัฐฯ มองตัวเองเป็น “ผู้บริโภคที่มีทางเลือกมานานกว่า 10–15 ปี ทำให้โรงพยาบาลถูกแรงผลักดันจากคนไข้บีบให้ต้องพัฒนาระบบประสบการณ์ผู้ป่วยอย่างจริงจังและเป็นระบบมาอย่างต่อเนื่อง
รากฐานวิจัยและการแพทย์เชิงวิชาการ การสร้างองค์ความรู้และการดูแลรักษาที่อิงอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่สั่งสมมานับศตวรรษ ช่วยให้มาตรฐานการรักษามีความคงเส้นคงวาและวัดผลได้

ประเด็นนี้ยังสอดคล้องกับมุมมองของผู้นำองค์กรเทคโนโลยีสุขภาพของคุณ Fabrice Leguet กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท Siemens Healthineers ที่สะท้อนว่า ระบบสาธารณสุขยุคใหม่ต้องก้าวข้ามการนำเทคโนโลยีหรือ AI มาใช้เพียงเพื่อความแปลกใหม่

แต่นวัตกรรม เช่น การใช้ AI ประเมินความเสี่ยงทางคลินิก หรือการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล จะต้องพิสูจน์ให้เห็นคุณค่าทางคลินิก ช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ด้าน นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ย้ำถึงความท้าทายในโลกความเป็นจริงว่า โรงพยาบาลยังคงต้องสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพ ความคาดหวังของผู้ป่วย และความยั่งยืนในการบริหารจัดการระยะยาว เพราะโจทย์หน้างานจำนวนมากยังเป็นปัญหาคลาสสิกที่ต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นความคลาดเคลื่อนทางยา การติดเชื้อในโรงพยาบาล ผู้ป่วยพลัดตกหกล้ม แผลกดทับ ตลอดจนการรอคิวตรวจและการรอเตียง

เจาะลึกความจริงจากสาธารณะสุข (สธ.) หมอก็เก่ง โรงพยาบาลก็ล้ำ ทำไมคนไข้ยังต้องตื่นตี 5?

ในช่วงการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม ทีมงานสื่อได้ยิงคำถามสำคัญตรงไปยังตัวแทนภาครัฐว่า ในเมื่อผู้บริหารทุกท่านยืนยันว่ามีความพร้อมด้านเทคโนโลยี และไทยก็เป็นผู้นำด้านการแพทย์ แต่ทำไมในชีวิตจริง เรายังเห็นภาพคนไข้ล้นโรงพยาบาลและต้องไปรอคิวตั้งแต่เช้ามืด

นพ.อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ได้ให้คำตอบอย่างละเอียดถึงโครงสร้างระบบสุขภาพของไทย โดยอธิบายว่า ปัจจุบันไทยมี 3 กองทุนสุขภาพหลัก คือ บัตรทอง, ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ

ซึ่งโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเกือบ 1,000 แห่งทั่วประเทศ สามารถดูแลรักษาในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ (Primary & Secondary Care) ได้เป็นอย่างดี และโรงพยาบาลระดับจังหวัดเกือบทั้งหมดก็ยกระดับเป็นตติยภูมิ (Tertiary Care) ควบคู่กับมีโรงเรียนแพทย์ในภูมิภาคคอยรองรับ

ทว่า จุดคอขวดที่แท้จริงอยู่ที่ระดับตติยภูมิขั้นสูงและเคสเฉพาะทางที่ซับซ้อน
  • เคสตัวอย่างโรคหลอดเลือดสมอง โดยปัจจุบัน สธ. พัฒนาศักยภาพจนสามารถทำหัตถการลากลิ่มเลืดได้ครบทั้ง 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศแล้ว แต่เมื่อเจอเคสที่ยากและซับซ้อนมากๆ โรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพฯ ต่างมีข้อจำกัดเรื่องเตียงเต็ม ผู้ป่วยจึงถูกส่งต่อเข้ามายังโรงพยาบาลเฉพาะทางของกรมการแพทย์ เช่น สถาบันประสาทวิทยา, รพ.ราชวิถี, รพ.เลิดสิน, สถาบันโรคทรวงอก หรือสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จนทำให้เกิดปัญหาคิวสะสมหนาแน่น

นพ.อัครฐาน เผยว่า กระทรวงสาธารณสุขกำลังนำเทคโนโลยีและการปรับพฤติกรรมเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่าว่าจะเป็น

  • กระจายคิวแบบเรียลไทม์ผ่าน ‘หมอพร้อม’ โดยมีนโยบายการเชื่อมโยงข้อมูลเตียงและสล็อตคิวรับบริการข้ามเครือข่าย ทั้งโรงพยาบาลสังกัด สธ., กรมการแพทย์, รพ.ศูนย์ และกรุงเทพมหานคร ช่วยให้ตรวจสอบคิวว่างได้แบบเรียลไทม์ หากโรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งแรกคิวเต็ม ระบบจะแนะนำให้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเครือข่ายที่มีศักยภาพทัดเทียมกัน เช่น รพ.เลิดสิน หรือ รพ.นพรัตนราชธานี ทันทีเพื่อลดการกระจุกตัว
  • จัดระบบนัดเป็นช่วงเวลา เพื่อเลิกวัฒนธรรมมารอแต่เช้ามืด นพ.อัครฐาน ชี้ว่า ปัญหาใหญ่คือพฤติกรรมเดิมที่ผู้ป่วยมักคุ้นชินกับการเดินทางมาถึงตั้งแต่ตี 5 เพื่อมารอเจาะเลือด แม้ใบนัดจะระบุเวลา 10:00 น. ก็ตาม ซึ่งโมเดลความสำเร็จของ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ที่จัดระบบคิวตามช่วงเวลา เช่น รอบ 08:00, 09:00, 10:00 หรือ 13:00 น. ได้พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความแออัดหน้าห้องตรวจได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากสามารถปรับพฤติกรรมให้คนไข้มาตามเวลานัดหมาย ปัญหาเรื่องคิวรอก็จะหมดไป

Techhub Takeaway ถอดรหัสสูตรสำเร็จของโรงพยาบาลแห่งอนาคต

จากการได้ร่วมพูดคุยกับผู้บริหารทั้งฝั่งสหรัฐฯ และผู้นำสาธารณสุขไทยในงาน HMA 2026 ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล ไม่ใช่ที่ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด และไม่ใช่ที่ที่พึ่งพาเพียงแค่รอยยิ้มในการบริการอย่างเดียว หากแต่คือการผสาน 3 องค์ประกอบ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น

  1. โครงสร้างและเทคโนโลยีที่แม่นยำ มีระบบข้อมูลและ AI ที่ช่วยลดภาระงานบุคลากรและช่วยบริหารจัดการคิวและเตียงอย่างโปร่งใส
  2. การเปลี่ยนผ่านพฤติกรรม โดยการร่วมมือกันระหว่างผู้ให้บริการและประชาชนในการเคารพเวลานัดหมาย เพื่อสลายวัฒนธรรมการนั่งรอคอยที่เปล่าประโยชน์
  3. จิตวิญญาณแห่งการบริการ ที่มองเห็นคนไข้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ที่ต้องการทั้งการรักษาทางกายและความอบอุ่นทางใจ
เพราะในท้ายที่สุด เทคโนโลยีสุขภาพที่ทรงพลังที่สุด อาจไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ล้ำหน้าที่สุด แต่คือระบบที่ทำงานได้อย่างราบรื่นจนคนไข้ไม่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 มารอคอยอย่างไร้จุดหมาย ผสานเข้ากับการดูแลที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของเขายังคงได้รับการดูแลอยู่เสมอครับ
ที่มา สัมภาษณ์พิเศษ งาน HMA 2026