ระวัง คุยกับ AI เรื่องลับ อาจกลายเป็นหลักฐานมัดตัวในชั้นศาล

คุยกับ AI

กฎหมายไม่คุ้มครองความลับ! เผยความเสี่ยงเมื่อ คุยกับ AI แชทบอทไม่มีสิทธิพิเศษเหมือนทนายหรือหมอ ทุกข้อความอาจถูกขุดเป็นหลักฐานในชั้นศาล

ลองนึกภาพว่าคืนหนึ่งคุณเครียดกับปัญหาชีวิต เลยเปิด ChatGPT ระบายความในใจ หรือถามคำถามที่ไม่กล้าถามใคร ความรู้สึกตอนนั้นคือ แค่เราสองคนคุยกัน AI มันคงไม่ไปฟ้องใครหรอก

แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม บทสนทนาเหล่านั้นอาจถูกเก็บไว้รอวันที่ตำรวจหรือทนายฝ่ายตรงข้ามขุดมาใช้เป็นหลักฐานปรักปรำตัวเราเอง

สิ่งนี้ต่างจากการคุยกับทนายความ แพทย์ หรือนักจิตบำบัดที่มีกฎหมายคุ้มครองความลับ บทสนทนากับแชทบอทอย่าง ChatGPT หรือ Claude ไม่ได้รับสิทธิพิเศษนี้เลยแม้แต่น้อย ทุกคำที่พิมพ์อาจถูกเรียกดูผ่านการตรวจค้นโทรศัพท์ หมายศาล หรือแม้แต่บริษัท AI เองที่แจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่รู้

ข้อมูลจาก The Washington Post พบว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 12 คดีสาธารณะที่นำแชทบอทมาใช้เป็นหลักฐาน และตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก

ในกรณีที่เป็นข่าวโด่งดังคือ วัยรุ่นคนหนึ่งที่ฟ้อง Meta และแพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆ เพราะเผลอถาม ChatGPT เรื่องเงินยอมความ กลายเป็นหลักฐานที่ทนายฝ่ายจำเลยเอาไปใช้ได้

กรณีต่อมาคือ ชายชาวฟลอริดาคนหนึ่งที่ได้ปรึกษา OpenAI เกี่ยวกับแผนที่จะทำร้ายอดีตแฟนสาว แต่ถูกระบบตรวจจับและแจ้ง FBI โดยตรง จนถูกจับและรับสารภาพ

อีกกรณีคือ นักศึกษาที่ทุบทำลายรถ 17 คันในลานจอดรถ ยินยอมให้ตำรวจตรวจโทรศัพท์แล้วเจอข้อความที่เขาพิมพ์ คุยกับ AI ว่า ซวยแค่ไหนเนี่ยถ้าทุบรถไปหลายคัน กลายเป็นหลักฐานมัดตัวเอง แม้แต่คดีแพ่งธรรมดาอย่างข้อพิพาทแรงงาน ก็ยังมีคนถาม AI เรื่องการกู้คืนอีเมลที่ลบไปแล้ว จนถูกจับได้ว่าพยายามซ่อนหลักฐาน

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเตือนว่า คนส่วนใหญ่มักยินยอมให้ตำรวจตรวจค้นโทรศัพท์ทั้งที่มีสิทธิปฏิเสธได้หากไม่มีหมายศาล และแม้แต่ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI เองก็เคยเรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของ AI ให้เข้มงวดขึ้น

แต่ศาลทั่วโลกยังไม่ยอมรับสิทธิพิเศษนี้ เพราะ AI ไม่ใช่มนุษย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเหมือนทนายหรือหมอ

สำหรับประเทศไทยเอง กรณีนี้ อาจไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนักครับ  เพราะกฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่ให้สถานะความคุ้มครองแบบเดียวกับทนายความหรือแพทย์แก่บทสนทนากับ AI เลย

แม้จะมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่กฎหมายนี้ก็มีข้อยกเว้นให้หน่วยงานรัฐขอข้อมูลได้หากเป็นการสืบสวนคดีอาญาหรือกระบวนการทางศาล ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความก็เปิดกว้างในการรับฟังพยานหลักฐาน ตราบใดที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งครอบคลุมถึงข้อมูลดิจิทัลอย่างแชท AI ด้วย

ความเสี่ยงเฉพาะของสังคมไทยที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ

  • ผู้ที่ไม่มีทุนจ้างทนายมักหันไปถาม ChatGPT เรื่องคดีความ โดยไม่รู้ว่าข้อมูลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองเหมือนปรึกษาทนายจริง
  • เยาวชนที่ใช้ AI ระบายปัญหาครอบครัวหรือความคิดอ่อนไหว อาจถูกดึงไปใช้ในคดีครอบครัวหรือคดีอาญาในอนาคตได้เช่นกัน

ทางออกที่ประเทศไทยควรพิจารณาคือการออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าข้อมูลแชทบอทควรได้รับการคุ้มครองระดับใด พร้อมผลักดันให้บริษัท AI มีความโปร่งใสเรื่องนโยบายรายงานต่อรัฐ และที่สำคัญที่สุดคือการให้ความรู้ประชาชนเรื่องสิทธิต่างๆ เพราะอย่างที่เห็นในต่างประเทศ คนส่วนใหญ่ยินยอมโดยไม่รู้ว่าตัวเองมีทางเลือกอื่น

หลักการง่ายๆ ที่ควรจำไว้คือ อย่าพิมพ์อะไรลงในแชทบอทที่คุณไม่อยากให้คนอื่นเห็นในวันข้างหน้า เพราะกฎหมายยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน และสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นความลับ อาจกลายเป็นหลักฐานสำคัญในชั้นศาลได้ทุกเมื่อครับ

และตอนนี้ ที่ไทยเราเปิดให้ใช้งาน AI ฟรี อย่าง TH-AI Passport หมั่นจำให้ขึ้นในไว้ว่า ข้อมูลใด ๆ ก็ตามที่เราได้พิมพ์ลงไป สามารถถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐได้ ซึ่งใครหากมีปัญหาด้านคดีความ การปรึกษาทนาย และใช้งาน Local LLM ของตัวเอง อาจจะเป็นเลือกที่ดีกว่ามากครับ

ที่มา : techspot