[Health Data] เมื่อการแพทย์ร่วมร่างกับ AI เต็มรูปแบบ จนเกิดการปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ล่าสุดทางมหาวิทยาลัยมหิดลประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับการศึกษาและงานวิจัย “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” ผนึกกำลังกับบริษัทเอกชนชั้นนำกว่า 200 แห่ง อาทิ NVIDIA , สยามเอไอ , สยามไบโอไซเอนซ์ , เบทาโกร ฯลฯ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยระดับโลก ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง
สำหรับหนึ่งในกลยุทธ์ MU SYNERGY ที่น่าสนใจเลย ก็มีการพัฒนา “Medical AI” ว่าด้วยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข สู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในระดับประเทศ สืบเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องพลังการประมวลผล ที่ไม่พอต่อการประมวลผลข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อนและมหาศาลนี้เอง
ทางมหาวิทยาลัยมหิดลจึงจับมือกับ NVIDIA เพื่อนำชิปประมวลผล AI ระดับ Top ของโลกอย่าง H200 มาใช้งาน พร้อมกับจับมือ บริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น เพื่อร่วมกับพัฒนา Health Data Lake ศูนย์ข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ ที่สามารถดึงข้อมูลตั้งแต่ระดับรหัสพันธุกรรม (DNA) ไปจนถึงประวัติการรักษาของคนไข้แต่ละราย มาวิเคราะห์ประมวลผลร่วมกันได้อย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า AI ทางการแพทย์ของไทยไปถึงไหนแล้ว คำตอบคือ มันอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว (กว่า 700 แห่ง)ภายใต้โมเดล MU SYNERGY ทางมหิดลได้โชว์ผลงานที่เป็น Real-world Impact อย่างชัดเจน นั่นคือ ระบบ AI วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอด ที่มีการเทรน AI จนมีความแม่นยำสูงถึง 98% สามารถช่วยรังสีแพทย์สแกนหาความผิดปกติ รอยโรค หรือจุดที่น่าสงสัยในปอดได้อย่างรวดเร็ว
อีกทั้งตัวระบบได้ช่วยวิเคราะห์ผู้ป่วยคนไทยไปแล้วกว่า 7.4 ล้านราย และหากประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า 200 ล้านบาท ช่วยลดภาระงานของหมอ และลดเวลาการรอคอยของคนไข้ได้อย่างมหาศาล
ส่วนเป้าหมายสูงสุดของ Medical AI แน่นอนว่าไม่ใช่แค่การช่วยอ่านฟิล์มเอกซเรย์ แต่เป็นการนำพาประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุค Precision Medicine (การแพทย์แม่นยำ) และ Preventive Medicine (การแพทย์เชิงป้องกัน) ระดับที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมและประวัติสุขภาพ เพื่อออกแบบสูตรยาหรือวิธีการรักษา ที่เหมาะสมกับร่างกายของคน ๆ นั้นมากที่สุด
ทั้งนี้ยังสามารถทำนายความเสี่ยงของการเกิดโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หรือโรคหัวใจ ล่วงหน้าจากฐานข้อมูล ทำให้แพทย์สามารถวางแผนป้องกันก่อนที่คนไข้จะล้มป่วยหนัก ซึ่งนอกจากจะเซฟชีวิตคนแล้ว ยังช่วยชาติประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขระดับประเทศได้อย่างมหาศาล
เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประเทศไทยอาจจะผลิตสมาร์ตโฟนแข่งกับจีนหรือสหรัฐฯ ไม่ได้ หรือผลิตชิปแข่งกับไต้หวันได้ยาก แต่สำหรับอุตสาหกรรม Medical Tech ประเทศไทยมีต้นทุนด้านคุณภาพบุคลากรทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
การที่มหาวิทยาลัยมหิดล นำจุดแข็งด้านการแพทย์มาบวกกับเทคโนโลยี AI ระดับโลกอย่าง NVIDIA ถือเป็นการเดินหมากที่ถูกต้องและถูกเวลาที่สุด การสร้าง Medical AI ไม่เพียงแต่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขของประเทศให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ แต่ยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) และผลักดันให้ไทยกลายเป็น Medical Hub ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาคเอเชียได้อย่างแท้จริง








