ไม่ต้องรอนาน BYD เปิดตัว ระบบชาร์จใหม่ 9 นาที วิ่งไกล 1,000 กม.

ระบบชาร์จใหม่

ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องของระยะทางวิ่งเพียงอย่างเดียว แต่คือระยะเวลาในการชาร์จ ที่มักจะนานกว่าการเติมน้ำมันหลายเท่าตัว

แต่ล่าสุด BYD เปิดตัวเทคโนโลยี Flash Charging และแบตเตอรี่ Blade Battery 2.0 ที่เคลมว่าสามารถชาร์จไฟจนเต็มได้ในเวลาเพียง 9 นาที เท่านั้น

หัวใจสำคัญคือสถาปัตยกรรม 1,000 โวลต์

การจะทำให้รถ EV ชาร์จเร็วระดับลบภาพจำเดิมๆ ได้นั้น BYD ไม่ได้แค่ปรับจูนซอฟต์แวร์ แต่เป็นการรื้อและสร้างใหม่เกือบทั้งหมด เริ่มต้นจากสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูงระดับ 1,000V ซึ่งช่วยให้สามารถอัดพลังงานมหาศาลเข้าสู่แบตเตอรี่ได้โดยไม่ทำให้กระแสไฟสูงจนเกิดอันตราย

BYD ต้องผลิตชิ้นส่วนขึ้นมาเองใหม่เกือบทั้งหมด เพราะในท้องตลาดไม่มีอุปกรณ์ไหนรองรับพลังงานระดับนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นชิปควบคุมพลังงาน Silicon Carbide เจนเนอเรชั่นใหม่ที่รองรับแรงดันได้ถึง 1,500 โวลต์, มอเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์ใหม่, ไปจนถึงระบบปรับอากาศ (HVAC) รูปแบบใหม่ที่ต้องเข้ามาจัดการกับความร้อนสะท้อนกลับจากการอัดไฟระดับ 1.5 เมกะวัตต์ (1,500 kW)

นอกจากนี้ ตัวสถานีชาร์จเองก็ล้ำหน้าไม่แพ้กัน ด้วยดีไซน์หอคอยแบบ T-shaped ที่แขวนสายชาร์จไว้ด้านบน ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ต้องแบกรับน้ำหนักของสายไฟมหาศาลที่หนาพอจะรับกระแสไฟระดับเมกะวัตต์ได้

Blade Battery 2.0 เมื่อเคมีเปลี่ยน ความเร็วก็เสถียรขึ้น
ความลับของความเร็วนี้อยู่ที่ไส้ในของแบตเตอรี่ BYD ได้อัปเกรดจาก Lithium Iron Phosphate (LFP) แบบเดิม ไปสู่ Lithium Manganese Iron Phosphate (LMFP) ซึ่งให้ความหนาแน่นของพลังงานสูงขึ้น 5% แต่ยังคงความปลอดภัยอันเป็นจุดเด่นของตระกูล Blade เอาไว้

ปัญหาของ Fast Charge คือความร้อน ที่เกิดจากแรงต้านทานภายในขณะที่ไอออนเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว BYD จึงพัฒนาเทคโนโลยี FlashPass ที่ช่วยลดแรงต้านทานภายในเซลล์ลงถึง 50% ทำให้แบตเตอรี่รองรับอัตราการชาร์จสูงถึง 10C (เร็วกว่ารถ EV แถวหน้าในปัจจุบันกว่าเท่าตัว) โดยที่ความร้อนไม่พุ่งสูงจนน่ากลัว

ระบบระบายความร้อน ด่านสุดท้ายของความปลอดภัย
การอัดไฟระดับเมกะวัตต์โดยไม่ให้แบตเตอรี่สุกก่อน คือโจทย์ที่ยากที่สุด BYD เลือกใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำยาแอร์โดยตรง  ซึ่งช่วยควบคุมอุณหภูมิเซลล์ได้อย่างแม่นยำแม้ในช่วงที่อัดไฟแรงที่สุด โดย BYD ยืนยันว่า Blade Battery 2.0 จะมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น 35% ในสภาวะอุณหภูมิสูง และยังคงเงื่อนไขการรับประกันเดิมไว้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม โจทย์หินที่แท้จริงคือโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการจะจ่ายไฟระดับ 1,500 kW ต่อหนึ่งหัวชาร์จนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับระบบสายส่งไฟฟ้าในปัจจุบัน เราอาจจะได้เห็นสถานีชาร์จแบบนี้เฉพาะในจุดพักรถขนาดใหญ่ที่มีระบบกักเก็บพลังงานของตัวเองก่อนในช่วงแรก แต่ถ้าเทคโนโลยีนี้แพร่หลายเมื่อไหร่จุดจบของรถน้ำมัน อาจจะมาถึงเร็วกว่าที่เราคิดครับ

ที่มา

autoblog