หากพูดถึงชื่อฟูจิฟิล์ม หลายคนอาจนึกถึงกล้องถ่ายรูปตัวโปรดหรือฟิล์มสีสวย ๆ ในความทรงจำ
แต่ในโลกยุค 2026 นี้ ฟูจิฟิล์มได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ ในวงการ Healthtech ที่กำลังเข้ามาแก้โจทย์ที่ยากที่สุดข้อหนึ่งของระบบสาธารณสุขไทย นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำและภาระงานที่ล้นมือของบุคลากรทางการแพทย์
เชื่อไหมว่า ในบางพื้นที่ของประเทศไทย แพทย์หนึ่งคนอาจต้องดูแลประชากรเกือบ 2,500 คน นี่ไม่ใช่ตัวเลขสมมติ แต่มันคือโจทย์ที่ฟูจิฟิล์มกำลังพยายามแก้ด้วยการส่ง AI เข้าไปติดปีก ให้กับคุณหมอและนักรังสีเทคนิคทั่วประเทศ
ก่อนจะไปดูโซลูชัน เราต้องมาดูแผลในระบบก่อน ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศระบุว่า ความต้องการรับบริการของผู้ป่วยนอกในไทยเพิ่มขึ้นถึง 27% แต่ปัญหาคือบุคลากรไม่ได้เพิ่มตามในสัดส่วนเดียวกัน
ความท้าทายที่น่าตกใจที่สุดคือการกระจุกตัวของแพทย์
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรอยู่ที่ 1:2,497
– ภาคใต้ อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรอยู่ที่ 1:1,831
ลองจินตนาการถึงบรรยากาศในโรงพยาบาลรัฐต่างจังหวัดที่คนไข้นอนรอเต็มพื้นที่ แถวยาวเหยียดตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำ แพทย์และนักรังสีเทคนิคต้องทำงานแข่งกับเวลาจนเกิดภาวะ Burnout หรืออาการหมดไฟ
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องความแตกต่างของทักษะเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคที่ประสบการณ์ไม่เท่ากัน ทำให้ภาพเอกซเรย์บางภาพอาจต้องถ่ายซ้ำ หรือการวินิจฉัยอาจเกิดความล่าช้าในเคสที่เร่งด่วน
AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่ทำหน้าที่ ตั้งแต่หน้าเครื่องจนถึงโต๊ะหมอ
ฟูจิฟิล์มไม่ได้มอง AI เป็นแค่โปรแกรมตรวจจับโรค แต่ AI ของพวกเขาเข้าไปฝังตัวอยู่ในทุกขั้นตอนของ Workflow เพื่อช่วยให้งานง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น และลดภาระบุคลากรได้จริง
1.ในขั้นตอนการเอกซเรย์ AI จะช่วยจัดท่าทางและควบคุมคุณภาพภาพ (Positioning & Motion Detection) โดยในเครื่องรุ่นใหม่ AI จะทำงานร่วมกับกล้อง 3D เพื่อช่วยจัดท่าทางคนไข้ให้เป๊ะที่สุดไม่ต้องกังวลว่าคนไข้จะขยับตัวจนภาพเบลอ เพราะมีระบบ Motion Detection แจ้งเตือน และระบบ Last Image View ที่ช่วยเปรียบเทียบภาพ ทำให้ไม่ต้องเรียกคนไข้กลับมาถ่ายใหม่บ่อย ๆ ลดทั้งปริมาณรังสีและเวลาที่เสียไป
2.AI ช่วยตรวจจับความผิดปกติ นี่คือตาที่สามของคุณหมอ โดย AI จะช่วยคัดกรองเบื้องต้น เช่น การหาจุดผิดปกติในปอดจากการเอกซเรย์ทรวงอก หรือการตรวจหาจุดเสี่ยงมะเร็งเต้านมในภาพแมมโมแกรม ซึ่งช่วยลดโอกาสความผิดพลาดจากการมองข้ามจุดเล็ก ๆ ไปได้
3.AI ช่วยคัดกรองเคสเร่งด่วน ผ่านแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า REiLI (ไรลี่) AI จะทำหน้าที่จัดลำดับความสำคัญ โดยการแจ้งเตือนแพทย์ทันทีหากพบเคสที่มีความเสี่ยงสูงหรือวิกฤต เพื่อให้แพทย์เข้าถึงคนไข้กลุ่มนี้ได้ก่อนใคร แทนที่จะต้องรออ่านผลตามคิวปกติ
เปิดตัว 2 ขุนพลใหม่จากงานล่าสุด FDR Visionary Suite และ FDR Go iQ
ในงาน Fujifilm Visionary RadTech ที่ผ่านมา ฟูจิฟิล์มเปิดตัวเรือธงสองรุ่นใหม่ที่นำ AI มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ

– FDR Visionary Suite ระบบเอกซเรย์ดิจิทัลระดับไฮเอนด์สำหรับห้องรังสีวิทยา มาพร้อมเทคโนโลยี ISS (Irradiated Side Sampling) ที่ให้ภาพคมชัดสูงแต่ใช้ปริมาณรังสีต่ำ ไฮไลต์เด็ดคือระบบ Live View และกล้อง AI ที่ช่วยจัดท่าทางคนไข้ให้อัตโนมัติ เพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วสำหรับแผนกที่มีคนไข้หนาแน่น
– FDR Go iQ เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ (Portable) ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและพื้นที่ห่างไกล รุ่นนี้มาพร้อม กล้อง 3D และซอฟต์แวร์ Position Navi ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพข้างเตียงคนไข้ได้อย่างแม่นยำเหมือนอยู่ในห้องเอกซเรย์หลัก และยังมีแผ่นรับภาพ D-EVO III ที่กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP56 พร้อมเคลือบสารต้านเชื้อแบคทีเรีย เหมาะกับการลุยงานหนักในหอผู้ป่วยวิกฤต
Techhub แอบสงสัยนะครับว่า AI ทั้งหมดนี้ ถูกเทรนด้วย Data ของใคร? เพราะสรีระของคนแต่ละประเทศนั้นต่างกัน แล้วจะมาใช้กับคนไทยได้จริงหรือ เพราะสรีระของคนเอเชียมีความเฉพาะตัว เช่น เนื้อเยื่อเต้านมของผู้หญิงเอเชียจะมีความหนาแน่นมากกว่าชาติตะวันตก การใช้ AI ที่เทรนด้วยข้อมูลยุโรปอย่างเดียวอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้หรือเปล่า
ผู้บริหารของ Fujifilm ให้คำตอบว่า แหล่งข้อมูล AI ของฟูจิฟิล์มถูกฝึกฝน มาจากข้อมูลมหาศาลทั้ง X-ray, CT Scan และ MRI จาก โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและสถาบันการแพทย์ชั้นนำในไทย รวมถึงความร่วมมือในระดับภูมิภาคทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์
นอกจากนี้ ยังมีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยกว่า 3,000 คนทั่วโลก คอยปรับแต่งอัลกอริทึมให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของประชากรในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะรู้จักปอดและหัวใจของคนไทยดีที่สุด
ฟูจิฟิล์มยังมีแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า “REiLI” (ไรลี่) ซึ่งเป็นระบบเปิดที่คอยจัดการเวิร์กโฟลว์ทั้งหมด โดยสามารถเชื่อมต่อ AI จากนักพัฒนาภายนอก มาช่วยทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ลดเวลา และ ลดความผิดพลาด
– ความแม่นยำสูงกว่า 80% จากผลการศึกษาพบว่า AI ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับความผิดปกติได้มากกว่า 80% ซึ่งเป็นระดับที่สร้างความมั่นใจให้กับแพทย์ได้มาก
– ลดภาระงานลง 50% มี AI ช่วยจัดการเรื่องน่าปวดหัวอย่างการคัดกรองเคส โดยจะจัดลำดับความสำคัญ ให้แพทย์ทราบว่าเคสไหนวิกฤตต้องอ่านผลก่อน ช่วยลดเวลาทำงานในแต่ละเคสลงได้ครึ่งหนึ่ง!
– ความเร็วระดับติดสปีด การใช้ AI และกล้อง 3D ช่วยจัดท่าทาง ทำให้กระบวนการเตรียมภาพทำได้เร็วขึ้นอย่างมาก ช่วยให้แผนกรังสีวิทยาที่เดิมทีรับคนไข้ได้จำกัด สามารถดูแลคนไข้ได้เพิ่มขึ้นในเวลาเท่าเดิม
พันธกิจของฟูจิฟิล์มภายใต้แนวคิด Giving our world more smiles ไม่ใช่เพียงแค่การขายเครื่องมือแพทย์ราคาแพง แต่คือการสร้างระบบนิเวศสาธารณสุข ที่ยั่งยืน
เมื่อแพทย์หนึ่งคนไม่ต้องแบกภาระเทียบเท่าคน 2,497 คนเพียงลำพัง แต่มี AI คอยเป็นหูเป็นตา ช่วยสแกนความผิดปกติ ช่วยจัดท่าทาง และช่วยคัดกรองเคสด่วน สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความแม่นยำทางการแพทย์ที่สูงขึ้นแต่คือ “เวลา” ที่แพทย์จะมีให้คนไข้มากขึ้น และความเหนื่อยล้าที่ลดลง
วันนี้ ฟูจิฟิล์มพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เทคโนโลยีจะมีคุณค่าที่สุด เมื่อมันถูกนำมาใช้เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และทำให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่บนดอยสูงหรือในเมืองใหญ่ เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน
ที่มา
งานสัมนา Fujifilm








