สหรัฐฯ แบน DeepSeek สั่งหน่วยงานรัฐกวาดล้าง หวั่นข้อมูลรั่วไหล

สหรัฐฯ แบน DeepSeek

สหรัฐฯ แบน DeepSeek สั่งหน่วยงานรัฐกวาดล้างแชตบอตและระบบที่เชื่อมโมเดลจีน สกัดความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล ด้านปักกิ่งออกโรงโต้เดือด

กลายเป็นประเด็นร้อนทันที เมื่อรัฐบาลวอชิงตันออกคำสั่งเด็ดขาดให้หน่วยงานรัฐบาลกลางฝ่ายพลเรือนกำจัดและระงับการจัดซื้อผลิตภัณฑ์จากค่ายปัญญาประดิษฐ์สัญชาติจีนชื่อดัง

ซึ่งคำสั่งแบน DeepSeek รอบนี้ ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ตัวแชตบอตหรือแอปพลิเคชันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครื่องมือและซอฟต์แวร์จากผู้พัฒนาภายนอก ที่นำโมเดลนี้ไปใช้เป็นแกนประมวลผลเบื้องหลังอีกด้วย ทำเอาฝั่งปักกิ่งออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดทันควัน (อันนี้แรง)

คำสั่งดังกล่าวได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการโดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ หรือ DHS เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่แท้จริงแล้ว คำสั่งนี้ถูกลงนามเห็นชอบไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม การประกาศรอบนี้จึงเป็นการนำข้อบังคับที่เตรียมไว้มาบังคับใช้ในระดับสาธารณะอย่างเป็นทางการ

เบื้องหลังการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยครั้งนี้ DHS ให้เหตุผลเรื่องความกังวลว่า เซิร์ฟเวอร์ของ Deepseek ตั้งอยู่ในประเทศจีน ซึ่งกฎหมายท้องถิ่นให้อำนาจทางการจีนเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลลับของบริษัทเอกชนได้อย่างกว้างขวาง

การให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือคู่สัญญาใช้งาน จึงเสี่ยงที่ข้อมูลละเอียดอ่อนจะตกไปอยู่ในมือของรัฐบาลจีน พร้อมทั้งเตือนว่าโมเดลเอไอดังกล่าวแฝง ช่องทางคุกคามหลายมิติจากความเสี่ยงด้านมัลแวร์และช่องโหว่ความปลอดภัยร้ายแรงที่ตรวจพบบนแอปพลิเคชันในระบบ iOS

แน่นอนว่าทางฝั่งปักกิ่งไม่อยู่นิ่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ออกมาตอบโต้ว่า สหรัฐฯ กำลังขยายขอบเขตคำว่าความมั่นคงของชาติจนเกินจริง และนำเรื่องการค้ากับเทคโนโลยีไปผูกเป็นประเด็นทางการเมือง พร้อมประกาศลั่นว่าจะเดินหน้าปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทจีนอย่างเด็ดเดี่ยว

สำหรับหน่วยงานรัฐที่มีความจำเป็นต้องใช้งาน จะมีกรอบเวลา 60 วัน ในการยื่นเอกสารชี้แจงความจำเป็นต่อ DHS เพื่อขอข้อยกเว้นหรือขอขยายเวลาในการถอดถอนระบบออกไป

ทั้งนี้ หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต มาตรการสกัดกั้นเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในช่วงต้นปี 2025 กองทัพเรือสหรัฐฯ ก็เคยแจ้งเตือนบุคลากรเรื่องการใช้ DeepSeek มาแล้ว แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายห้ามใช้เอไอสาธารณะกับงานราชการ ซึ่งครอบคลุมไปถึง ChatGPT ด้วย

แม้แต่เอไอสัญชาติอเมริกันเองก็เคยตกที่นั่งลำบาก เช่น สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่เคยสั่งแบน Microsoft Copilot เมื่อปี 2024 เพราะห่วงเรื่องข้อมูลหลุดออกนอกระบบคลาวด์ที่ได้รับอนุญาต ก่อนจะปลดล็อกให้ใช้งานได้ในเวลาต่อมาหลังเพิ่มเกราะป้องกันข้อมูลอย่างรัดกุม

ที่มา : techspot