ซีอีโอหัวเว่ยกล่าว การขึ้นบัญชีดำของสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผลต่อหัวเว่ยมากนัก

โดยก่อนหน้านี้ที่ข่าวว่า ทรัมป์ขึ้นบัญชีดำแก่หัวเว่ยและมีความพยามยามบังคับให้บริษัทของอเมริกาที่มี่ฐานการผลิตที่จีนย้ายออกจากประเทศ

โดยวันนี้ ซีอีโอหัวเว่ยได้ออกมาตอบโต้ว่า บัญชีดำ (Entity List) ของสหรัฐอเมริกาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหัวเว่ยมากเท่าใดนัก อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงส่วนใหญ่ของหัวเว่ยไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนของสหรัฐฯ เลยโดย  เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ หัวเว่ย กล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ ในบทสัมภาษณ์ มีข้อความสำคัญคอ “ก่อนอื่นเลย โปรดรับทราบไว้ด้วยว่า การรวมพวกเราเข้าไว้ในรายชื่อ Entity List นั้นไม่ยุติธรรมเลย หัวเว่ยไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับต้องไปอยู่ในรายชื่อดังกล่าว”

และอุปกรณ์ที่ทันสมัยส่วนใหญ่ของเราไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนของสหรัฐฯ เลย แม้ว่าในอดีตเราจะใช้ชิ้นส่วนของพวกเขาก็ตาม อุปกรณ์เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดของเรายังมีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าเมื่อก่อนถึง 30% อีกด้วย และในปีนี้ เราจะผลิตสถานีฐาน 5G ได้ 600,000 ชุด และอย่างน้อย 1.5 ล้านชุดในปีหน้า นั่นหมายถึงว่า เราไม่ต้องพึ่งพาบริษัทอเมริกันเพื่อความอยู่รอดของเราในด้านนี้

“อย่างไรก็ตามที เราก็จะยังอ้าแขนต้อนรับบริษัทอเมริกันอยู่เสมอ ตราบเท่าที่พวกเขายังสามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ให้เราได้ เราก็จะยังซื้อชิ้นส่วนจากพวกเขาในปริมาณมาก ๆ ต่อไป”  และเราเชื่อว่าโลกาภิวัตน์นั้นจะสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคน เราจึงจะไม่เลือกปิดประตูใส่ใคร แม้ว่าเราจะสามารถผลิตชิ้นส่วนบางอย่างได้ด้วยตัวเองก็ตาม”

และอีกนัยหนึ่ง หากไม่มีทรัมป์คอยโปรโมตให้ ผู้คนมากมายทั่วโลกคงไม่ได้ทราบว่าผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยนั้นมีความล้ำสมัยมากเพียงใด ทรัมป์นี่แหละเป็นคนที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เรา (อู้วว หมัดน๊อคเลย)

จากสถิติของบริษัทในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หัวเว่ยมีผู้ให้บริการเครือข่ายมาเยี่ยมชมโรงงานเพิ่มขึ้นถึง 49% “พวกเขาต้องการมาตรวจดูว่าเราจะยังจัดหาผลิตภัณฑ์ให้พวกเขาได้ และเมื่อได้ทราบว่าผลิตภัณฑ์ของเราไม่จำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนจากสหรัฐฯ พวกเขาก็ยิ่งมั่นใจและสั่งออเดอร์จำนวนมาก

บริษัทของเราไม่ได้ต้องการสิ่งใดนอกไปจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าและทำงานของเราให้สำเร็จลุล่วง เรามีเพียงเป้าหมายเดียวและจดจ่ออยู่กับเป้าหมายนี้มาโดยตลอด เราเชื่อว่าการลงทุนลงแรงในด้านหนึ่งเป็นเวลาหลายทศวรรษจะทำให้เราก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ในที่สุด”  มร. เหริน กล่าวทิ้งท้าย

 

Facebook Comments