ทำไมลงทุนดิจิทัลแต่ไม่คุ้มค่า? เปิด 4 กลยุทธ์เปลี่ยนผ่านสู่ โรงงานอัจฉริยะ ทลายกำแพงข้อมูลแยกส่วน พร้อมผสาน IT/OT และวิศวกรรมเพื่อผลลัพธ์จริง
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Industry 4.0 ที่เปรียบเสมือนเข็มทิศ ที่ทุกภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่างมุ่งหน้าไป หลายองค์กรทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการติดเซนเซอร์ วางระบบอัตโนมัติ และนำเทคโนโลยี Industrial Internet of Things (IIoT) เข้ามาใช้ในสายการผลิต แต่คำถามสำคัญในวันนี้ที่โลกดิจิทัลหมุนเร็วขึ้นทุกวินาทีคือ ทำไมหลายโรงงานที่มีเครื่องมือทันสมัย กลับยังไม่เห็นผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น
คำตอบอาจอยู่ที่เรากำลังติดอยู่กับดักของการเก็บข้อมูล แต่ยังไปไม่ถึงขั้นของการ เชื่อมโยงการตัดสินใจ
Techhub มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณกมล พรชัยชนะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Flottweg Thailand ผู้นำด้านเทคโนโลยีการแยกสารและวิศวกรรมกระบวนการระดับโลก ได้ฉายภาพความท้าทายและทางรอดของภาคการผลิตไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า การจะก้าวข้ามระบบอัตโนมัติขั้นพื้นฐานไปสู่โรงงานแห่งอนาคตได้นั้น หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่คือการทำให้กระบวนการทั้งหมดฉลาดขึ้น ควบคู่ไปกับวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง
แต่ก่อนจะมองไปข้างหน้า ต้องหันกลับมาสำรวจจุดยืนของตัวเองในปัจจุบัน ข้อมูลผลสำรวจจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เผยให้เห็นความจริงที่ท้าทายต่อภาคอุตสาหกรรมไทยครับ ไม่ว่าจะเป็น
– 70% ของธุรกิจอุตสาหกรรมไทย ยังคงอยู่ในระดับ Industry 2.0 ในแง่ของการนำดิจิทัลมาใช้งานจริง
– 69.33% ของโรงงาน ยังคงใช้ระบบสารสนเทศที่แยกส่วนกัน” (Data Silos) ในแต่ละแผนก
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ต่อให้โรงงานมีการติดตั้งเซนเซอร์หรือเก็บข้อมูลหน้างานมามากแค่ไหน แต่ถ้าข้อมูลการผลิต ข้อมูลการบำรุงรักษา การควบคุมคุณภาพ และข้อมูลทางธุรกิจถูกขังแยกไว้คนละส่วน ทีมไอทีก็จะไม่สามารถสร้างแดชบอร์ดรวมให้ทุกคนเห็นเป็นส่วนเดียวกันได้
ขณะที่ทีมผลิตหน้างานก็จะขาดข้อมูลในการวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงเมื่อเกิดปัญหา ผลลัพธ์คือการลงทุนด้านดิจิทัลที่เพิ่มความซับซ้อน แต่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ
4 กลยุทธ์ปรับตัว สู่การเป็น โรงงานแห่งอนาคต

เพื่อให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและเปลี่ยนผ่านจาก Industry 4.0 ไปสู่โรงงานอัจฉริยะที่แท้จริง คุณกมล ได้แนะแนวทางการปรับตัวที่ผู้ประกอบการต้องเร่งมือทำใน 4 มิติสำคัญคือ
1. เปลี่ยนจาก “การเชื่อมต่อเครื่องจักร” สู่ “การเชื่อมโยงการตัดสินใจ”
การมี IIoT และเซนเซอร์ช่วยให้มองเห็นสถานะการผลิตชัดเจนขึ้น แต่สำคัญกว่าคือ การตั้งคำถามว่า เราเก็บข้อมูลไปเพื่อตัดสินใจเรื่องอะไร? โรงงานยุคใหม่ต้องเลิกเก็บข้อมูลแบบไร้ทิศทาง แล้วหันมาโฟกัสข้อมูลที่ตอบโจทย์ปัญหาหน้างานได้จริง เช่น ข้อมูลที่อธิบายได้ว่าทำไมสายการผลิตถึงชะลอตัว ทำไมการใช้พลังงานจึงพุ่งสูงขึ้น หรืออะไรทำให้คุณภาพสินค้าดีขึ้น เมื่อนำข้อมูลอุปกรณ์มาผสานรวมกับตารางการผลิตและประวัติการบำรุงรักษา จะทำให้ทีมงานเข้าใจทันทีว่า การตัดสินใจปรับเปลี่ยนจุดหนึ่ง จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อการดำเนินงานทั้งหมดอย่างไร
2. ทลายกำแพงระหว่าง IT และ OT พร้อมเกราะป้องกันไซเบอร์ตั้งแต่จุดเริ่มต้น
โรงงานอัจฉริยะจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากทีมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และทีมเทคโนโลยีปฏิบัติการหน้างาน (OT) ยังพูดกันคนละภาษา
ทีม IT มีความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐาน การรวมศูนย์ข้อมูล และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
ทีม OT คือผู้ที่เข้าใจธรรมชาติของเครื่องจักรและกระบวนการผลิตในโรงงานอย่างลึกซึ้ง
ทั้งสองทีมต้องมีเป้าหมายการดำเนินงานร่วมกัน โดยในการออกแบบระบบเชื่อมต่อข้อมูลนั้น เรื่องของ Cybersecurity การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง และความเข้ากันได้ของระบบ จะต้องถูกวางรากฐานไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ไม่ใช่การนำมาปะผุเพิ่มเติมหลังจากติดตั้งระบบเสร็จแล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ไม่ให้มากระทบต่อสายการผลิต
3. ผสาน สมองกลดิจิทัล เข้ากับกล้ามเนื้อทางวิศวกรรมที่ยืดหยุ่น
ในโลกความเป็นจริง สภาวะการผลิตแทบไม่เคยคงที่ ทั้งคุณภาพวัตถุดิบที่เปลี่ยนไป ความต้องการของลูกค้า หรือปริมาณงานที่ผันผวน โรงงานจึงไม่ได้ต้องการแค่ระบบที่ทำงานซ้ำๆ แบบอัตโนมัติตามค่าที่ตั้งไว้ตายตัว แต่ต้องการเครื่องจักรที่ปรับตัวและตอบสนองได้เองตามสภาวะจริง
คุณกมล ยกตัวอย่างการทำงานร่วมกันระหว่างข้อมูลดิจิทัลและวิศวกรรมเครื่องจักรผ่านเทคโนโลยีของ Flottweg ในกระบวนการแยกของแข็งและของเหลว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการกู้คืนวัสดุที่มีมูลค่าในหลายอุตสาหกรรมโดย
– การปรับตัวตามภาระงานจริง เทคโนโลยีอย่าง Simp Drive® ในเครื่องแยกแบบดีแคนเตอร์ (Decanter Centrifuge) สามารถควบคุมและปรับความเร็วส่วนต่างของโถหมุนและสกรอลล์ได้อย่างอิสระระหว่างการทำงาน โดยอ้างอิงจากแรงบิดของสกรอลล์ตามปริมาณของแข็งที่ป้อนเข้ามาจริง ช่วยให้การผลิตไม่สะดุดแม้สภาวะวัตถุดิบจะแปรผัน
– การวัดผลด้านพลังงานที่จับต้องได้ การลงทุนเทคโนโลยีต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่า อย่างระบบกู้คืนพลังงาน Recuvane® ที่นำพลังงานจากการหมุนกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการทำงานลงได้ถึง 10–20% (ขึ้นอยู่กับสภาวะการใช้งาน)
นี่คือข้อพิสูจน์ว่า ข้อมูลเชิงลึกทางดิจิทัลจะสร้างคุณค่าระยะยาวได้ ก็ต่อเมื่อมีวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ที่ทรงประสิทธิภาพมารองรับเพื่อเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นการกระทำที่รวดเร็วและแม่นยำ
4. ยกระดับคน และเริ่มจากเป้าหมายทางธุรกิจที่วัดผลได้
เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดจะไร้ความหมายหากบุคลากรไม่สามารถตีความข้อมูลและนำไปใช้ปรับปรุงกระบวนการได้จริง ผู้ผลิตจึงต้องพัฒนาทักษะพนักงานควบคู่ไปกับการปรับกระบวนการ โดยคุณกมลแนะนำให้ดูแนวทางจากเครือข่ายโรงงานต้นแบบระดับโลก ของสภาเศรษฐกิจโลก ที่มักเริ่มต้นจากการแก้โจทย์ความท้าทายที่ชัดเจน กำหนดตัวชี้วัด ร่วมกันทั้งฝั่งธุรกิจและวิศวกรรม เช่น ลดเวลาหยุดทำงาน ลดการใช้พลังงานต่อหน่วย หรือเพิ่มอัตราการกู้คืนผลิตภัณฑ์ เมื่อทำสำเร็จและวัดผลได้ในจุดเล็กๆ จึงค่อยขยายผลไปยังกระบวนการอื่นๆ

ก้าวต่อไปของโรงงานอัจฉริยะ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางคือตัวตัดสิน
เมื่อมองไปข้างหน้า คำจำกัดความของโรงงานอัจฉริยะยุคใหม่ จะไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีหน้าจอ Dashboard ที่สวยงามกว่ากัน แต่จะวัดกันที่ “ผลลัพธ์ในการดำเนินงานจริง” ไม่ว่าจะเป็นความเสถียรของการผลิต คุณภาพที่สม่ำเสมอ และการลดความสูญเสียของทรัพยากรให้เหลือน้อยที่สุด
ในฐานะที่ Flottweg ให้บริการในอุตสาหกรรมไทยมายาวนานกว่า 30 ปี และได้ก่อตั้งบริษัทย่อยอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อปี 2023 คุณกมลย้ำว่า นอกเหนือจากเครื่องจักรอย่างเครื่องแยกแบบดีแคนเตอร์ (Decanter) เครื่องแยกสาร (Separator) และเครื่องอัดแยกด้วยสายพาน (Belt Press) แล้ว การสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญในประเทศคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรมที่ตรงกับหน้างานจริง การทดสอบอุปกรณ์ การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการจัดหาอะไหล่ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีที่ลงทุนไปจะสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนตลอดอายุการใช้งาน
ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่โลกดิจิทัลวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ความได้เปรียบทางการแข่งขันของโรงงานยุคใหม่ จะตกเป็นของผู้ที่สามารถผสมผสานขีด “ความสามารถด้านดิจิทัล” “วิศวกรรมเครื่องจักรที่ยืดหยุ่น” และ “ความเชี่ยวชาญของบุคลากร” เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างผลผลิตที่ดีกว่าเดิม บนการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าที่สุดครับ
ที่มา : บทสัมภาษณ์ คุณกมล พรชัยชนะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Flottweg Thailand








