แม้เทคโนโลยีปัจจุบันจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่โรงงานยักษ์ใหญ่ในจีนเริ่มสั่งซื้อ หุ่นยนต์โรงงาน เข้ามาใช้งานแล้ว โดยมองข้ามข้อจำกัดเรื่องความเร็ว เพื่อแลกกับการเรียนรู้ระบบและการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะยาว
ทำไมโรงงานจีนถึงยอมจ่าย?
1. ประสิทธิภาพยังห่างชั้น แต่ต้องรีบเริ่ม UBTech Robotics บริษัทชั้นนำด้านหุ่นยนต์ของจีนยอมรับว่า หุ่นยนต์รุ่นล่าสุดอย่าง Walker S2 นั้นทำงานได้รวดเร็วเพียงแค่ 30-50% เมื่อเทียบกับมนุษย์เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นยอดสั่งซื้อกลับพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง BYD และ Foxconn ที่ต้องการนำหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนแรงงานคนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
2. กลัวตกขบวน Tesla Michael Tam ผู้บริหารของ UBTech เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ถ้า Tesla เอาหุ่นยนต์ Optimus มาใช้ในไลน์ผลิตได้สำเร็จ แล้ว BYD ยังไม่มีอะไรเลย นั่นแปลว่าพวกเขากำลังจะถูกทิ้งห่าง นี่จึงเป็นศึกศักดิ์ศรีและเทคโนโลยีที่ไม่สามารถรอให้พร้อม 100% ได้
3.จุดเด่นคือการเดินแต่ยังมีจุดตายที่มือ ข้อดีของ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ คือสามารถเดินไปมาข้ามสายพานการผลิตได้ ไม่เหมือนแขนกลแบบเดิมที่ติดตั้งอยู่กับที่ เหมาะสำหรับงานยกของ หรือตรวจสอบความเรียบร้อย แต่ข้อเสียคือยังต้องใช้คนช่วยเปลี่ยนมือจับ สำหรับงานที่ต่างกัน และเรื่องแบตเตอรี่ที่ต้องจัดการให้ดีกว่านี้หากจะใช้งานจริงจัง
4.ผลิตเพื่อเอาข้อมูล โดย Data UBTech ตั้งเป้าผลิตหุ่นยนต์ให้ได้ 10,000 ตัวในปี 2026 (จาก 500 ตัวในปี 2025) เพราะยิ่งมีหุ่นยนต์ในโรงงานจริงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเก็บ Data เพื่อไปพัฒนา AI ให้ฉลาดขึ้นได้ไวเท่านั้น เหมือนวงล้อที่ยิ่งหมุนยิ่งเก่ง
5. ช้าแต่ชัวร์ ไม่ต้องพักเที่ยง นักวิเคราะห์มองว่า เป้าหมายที่จะให้หุ่นยนต์ทำงานได้ 80% ของคนภายในปี 2027 นั้นเป็นไปได้ และแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว เพราะจุดแข็งของหุ่นยนต์คือไม่ต้องพักเบรก ไม่ต้องหยุดวันลา และทำงานได้ 24 ชั่วโมง
ที่มา








