ManageEngine บริษัทในเครือ Zoho Corporation ผู้นำด้านการให้บริการโซลูชันการจัดการระบบไอทีสำหรับองค์กร ประกาศเพิ่มขีดความสามารถใหม่ด้านระบบวิเคราะห์หาสาเหตุ (Causal Intelligence) และAI อัตโนมัติ (Autonomous AI) ใน Site24x7 แพลตฟอร์มการสังเกตการณ์ระบบแบบเต็มรูปแบบ (Full-Stack Observability) ของบริษัท การยกระดับครั้งนี้นับเป็นการพลิกโฉมวิธีการที่องค์กรใช้รับมือกับเหตุการณ์ระบบหยุดทำงาน โดยเปลี่ยนจากการตั้งรับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (Firefighting) ไปสู่การสร้างระบบที่มีความยืดหยุ่นและสามารถจัดการตนเองได้อย่างอิสระ (Autonomous Resilience) ด้วยความสามารถในการลดระยะเวลาการกู้คืนระบบโดยเฉลี่ย (MTTR) ลงอย่างมีนัยยะสำคัญ และรับประกันการปฏิบัติตามข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Site24x7 จะช่วยให้ทีมไอทีสามารถรักษาประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า และคงไว้ซึ่งความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อองค์กรได้อย่างมั่นคง
สภาพแวดล้อมไอทีสมัยใหม่มีความซับซ้อนและกระจัดกระจายมากขึ้น ครอบคลุมทั้งไฮบริดคลาวด์ ไมโครเซอร์วิส และเครือข่ายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดข้อมูลเทเลเมทรีและสัญญาณความผิดปกติ (Anomaly) เชิงคาดการณ์จำนวนมหาศาลในทุกวินาที เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง ความซับซ้อนดังกล่าวทำให้การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเปรียบเสมือนการงมเข็มในมหาสมุทร มักนำไปสู่ช่วงเวลาระบบหยุดชะงักที่ยาวนานขึ้น ทีมไอทีมักประสบความยากลำบากในการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของสัญญาณผิดปกติและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละชั้นของระบบ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาที่สำคัญล่าช้า และอาจกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กรในที่สุด
“สถาปัตยกรรมแบบไฮบริดและคลาวด์เนทีฟทำให้การดำเนินงานด้านไอทีมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก ขณะเดียวกันผู้จัดการไอทีก็ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขเหตุขัดข้องให้รวดเร็ว ท่ามกลางความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น” ศรีนิวาสะ ราฆวัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ของ ManageEngine กล่าว “ด้วยการผสานการตรวจจับความผิดปกติเชิงคาดการณ์ (Predictive Anomaly Detection) การเชื่อมโยงเหตุการณ์อย่างชาญฉลาด (Intelligent Event Correlation) บริบทความสัมพันธ์ของบริการ (Service Dependency Context) และข้อมูลเชิงสาเหตุที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven Causal Insights) Site24x7 สามารถลดสัญญาณเตือนรบกวนจำนวนมาก และแสดงให้เห็นไม่เพียงว่าอะไรเสียหาย แต่ยังชี้ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใดและส่งผลกระทบต่อส่วนใดของระบบ ช่วยให้ทีมงานระบุจุดบกพร่องที่แท้จริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลด MTTR ได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดผลกระทบต่อการให้บริการให้น้อยที่สุด”
“การคัดกรอง (Triage) และแก้ไขเหตุขัดข้องในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดที่มีโครงสร้างพื้นฐานซับซ้อนมากขึ้น อาจกลายเป็นฝันร้ายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีข้อผูกพันตาม SLA เข้ามาเกี่ยวข้อง” ปราวีร์ กุมาร์ สิงหา ผู้นำด้านไอทีของ Synechron บริษัทผู้ให้บริการไอทีระดับโลก และหนึ่งในลูกค้ากลุ่มแรกที่ได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว กล่าว “ด้วย Site24x7 AIOps เราสามารถกรองสัญญาณเตือนที่ไม่จำเป็นออกได้เกือบ 90% ระบุปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเร่งกระบวนการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้เรารักษาระดับการให้บริการตาม SLA ได้ดียิ่งขึ้น ลด MTTR และท้ายที่สุดสามารถมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่เชื่อถือได้ให้แก่ลูกค้า”
การนำ AI แบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ใน Site24x7 ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับการปฏิบัติการด้าน IT ให้มีความเป็นอัตโนมัติมากขึ้น โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ระบบเพื่อลดภาระในการประมวลผลของทีมงาน และแปลงอินไซต์ที่ได้ให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง “ด้วย MCP ที่ทำหน้าที่เป็นชั้นควบคุมและกำกับดูแล (Control and Governance Layer) เรามั่นใจได้ว่าความสามารถด้าน AI เหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างปลอดภัยและอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลขององค์กร สิ่งนี้ช่วยให้ผู้นำด้านไอทีสามารถก้าวสู่เวิร์กโฟลว์แบบเอเจนติก (Agentic Workflows) ได้อย่างมั่นใจ ก้าวทันกระแสการนำ AI มาใช้ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับบริการดิจิทัลที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ” ศรีนิวาสะ ราฆวัน กล่าว

ความสามารถหลักประกอบด้วย:
- การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุแบบเข้าใจบริบทของโดเมน (Domain-Aware Causal Correlation) ควบคู่กับการตรวจจับความผิดปกติเชิงคาดการณ์ (Predictive Anomaly Detection): ตรวจจับความผิดปกติและเชื่อมโยงสัญญาณที่เกี่ยวข้องจากทั้งแอปพลิเคชัน โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย เข้าด้วยกันเป็นปัญหาเดียวที่มีบริบทครบถ้วน ช่วยให้ทีมงานมองเห็นภาพรวมความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ได้ชัดเจน และทราบทันทีว่าควรเริ่มต้นแก้ไขจากจุดใด
- AI Agents ที่ปรับแต่งได้ พร้อมระบบอัตโนมัติแบบกำกับดูแลและขับเคลื่อนด้วยภารกิจ (Governed, Task-Driven Automation): เปิดให้องค์กรสามารถสร้างและปรับแต่ง AI Agents ให้เหมาะกับบริบทการทำงานของตนเอง กำหนดกรอบการใช้งานที่ได้รับอนุมัติ (guardrails) ผ่านเอกสารโซลูชัน และมอบหมายภารกิจเพื่อให้เอเจนต์ดำเนินงานตั้งแต่การวิเคราะห์ไปจนถึงการแนะนำแนวทางแก้ไขอย่างเป็นขั้นตอน ช่วยให้เวิร์กโฟลว์การตอบสนองต่อเหตุการณ์มีความสอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกทีม
- รากฐาน Agentic ที่ขับเคลื่อนด้วย MCP สำหรับองค์กร: MCP ทำหน้าที่เป็นเลเยอร์สำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาและนำกรณีการใช้งานแบบ Agentic ไปใช้จริงบนพื้นฐานของข้อมูล Observability ได้อย่างเป็นระบบ โดยกำหนดมาตรฐานการเข้าถึงข้อมูลของเอเจนต์ การปฏิบัติตามแนวทางที่ได้รับอนุมัติ และการดำเนินงานภายใต้กลไกควบคุมและตรวจสอบย้อนกลับ (auditability) ที่พร้อมสำหรับองค์กร
- การแก้ไขปัญหาแบบ Orchestrated ด้วย Qntrl: ประสานการดำเนินการต่อเนื่อง (downstream actions) ผ่านเวิร์กโฟลว์ที่มีโครงสร้างและรันบุ๊กที่ทำซ้ำได้ ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มเวิร์กโฟลว์และการออร์เคสเตรชันของ Zoho โดยมีขั้นตอนการอนุมัติและการติดตามตรวจสอบที่ฝังอยู่ในระบบ เพื่อรองรับการทำงานอัตโนมัติอย่างมีการควบคุม
ความสามารถด้าน AIOps เหล่านี้ พร้อมให้ใช้งานแล้วสำหรับผู้ใช้ทุกคนในแพ็กเกจ Professional และ Enterprise
เกี่ยวกับ Site24x7
Site24x7 คือโซลูชัน Full-Stack Observability แบบครบวงจรที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับทีม DevOps และ IT Operations ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มมอนิเตอร์ริงที่ครอบคลุมทั้งเว็บไซต์ เซิร์ฟเวอร์ บริการคลาวด์ เครือข่าย แอปพลิเคชัน ประสบการณ์ผู้ใช้งานจริง (Real User Experience) และอื่น ๆ อีกมากมาย Site24x7
เป็นผลิตภัณฑ์ของ ManageEngine ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจด้านการบริหารจัดการไอทีของ Zoho Corporation ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.site24x7.com
เกี่ยวกับ ManageEngine

ManageEngine เป็นหน่วยธุรกิจภายใต้ Zoho Corporation และเป็นผู้ให้บริการโซลูชันบริหารจัดการไอทีชั้นนำสำหรับองค์กรทั่วโลก ด้วยแพลตฟอร์มการบริหารจัดการดิจิทัลเอ็นเตอร์ไพรส์ที่ทรงพลัง ยืดหยุ่น และขับเคลื่อนด้วย AI บริษัทช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้จากทุกที่อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และรวดเร็วยิ่งขึ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.manageengine.com







