โทษ AI ข้ออ้างบริษัทเทค ปลดพนักงานเป็นว่าเล่น

[แท้จริงคือ] นับตั้งแต่การมาของ AI ก็มีข่าวการ Layoff หรือปลดพนักงานเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะบริษัทด้านเทคโนโลยีที่ปลดเยอะสุด ส่วนเหตุผลหลัก ๆ ที่บริษัทเหล่านี้ใช้ ก็ไม่พ้นเรื่องการนำ AI เข้ามาแทนที่ จนหลัง ๆ เริ่มกลายเป็นเหตุผลยอดฮิตของหลายบริษัท และในที่สุดก็มีคำถามตามมาว่า “ตกลงแล้วเป็นเพราะ AI จริง ๆ หรือไม่ ?”

Uri Gal ศาสตราจารย์ด้านระบบสารสนเทศธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ AI ถึงการที่บริษัทด้านเทคโนโลยีหลายแห่ง นิยมใช้ AI เป็นเหตุผลในการปลดพนักงานออกจำนวนมาก เสมือนกำลังโยนความผิดให้ AI มากกว่าแจ้งเหตุผลที่แท้จริง

“มีหลักฐานทางเศรษฐกิจ ที่บ่งชี้ถึงเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้น”

ทางศาสตราจารย์ Uri Gal ได้อ้างอิงถึงงานวิจัยจาก Anthropic เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ก็พบเลยว่าการอ้างถึง AI นั้น เป็นจริงแค่บางส่วน แม้งานหลายอย่างจะเสี่ยงต่อการถูก AI แทนที่ แต่งานส่วนใหญ่ก็ยังคงต้องใช้มนุษย์เป็นหลัก

มีบางอาชีพแม้เสี่ยงถูกแทนที่มากกว่าอาชีพอื่น เช่น โปรแกรมเมอร์ ที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ตามมาด้วยพนักงานบริการลูกค้า และพนักงานคีย์ข้อมูล ทว่าการนำ AI มาใช้งานจริงก็ยังคงมีจำกัด ไม่ถึงขั้นแทนที่ได้โดยสมบูรณ์

ถัดมาคือรายงานจาก Goldman Sachs ในปี 2025 เผยประมาณการว่า หากมีการนำ AI ไปใช้ทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ในทุกที่มันสามารถทำได้ในปัจจุบัน ก็จะมีแรงงานในสหรัฐฯ ราว 2.5% ที่เสี่ยงต่อการตกงาน

อย่างไรก็ตาม ในรายงานยังระบุอีกว่า ปัจจุบันคนทำงานในอาชีพที่เสี่ยงต่อ AI ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะตกงานจริง ถูกลดชั่วโมงทำงาน หรือได้รับค่าจ้างน้อยลงไปกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ เลย

ถึงอย่างนั้นก็มีสัญญาณความเสี่ยงถูก AI แทนที่ โดยพบอาชีพที่มีการจ้างงานลดลง สอดคล้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI ตัวอย่างเช่น ที่ปรึกษาด้านการตลาด กราฟิกดีไซน์ งานธุรการในสำนักงาน และคอลเซ็นเตอร์

ในภาคเทคโนโลยี ชาวสหรัฐฯ ช่วงวัย 20 ปี ในอาชีพที่เสี่ยงต่อ AI มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 3% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 งานวิจัยของ Anthropic ยังพบว่าอัตราการหางานได้ (โอกาสที่คนว่างงานจะหางานได้ภายในหนึ่งเดือน) สำหรับคนงานอายุ 22–25 ปีที่เข้าสู่อาชีพที่เสี่ยงต่อ AI ได้ลดลงราว 14% นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้เบื้องต้นที่ชัดเจนว่า การมาของ AI เริ่มส่งผลกระทบที่จุดใดก่อน

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการถูกแทนที่ด้วย AI จริง ๆ นั้น เกิดขึ้นแค่เฉพาะบางภาคส่วนเท่านั้น ไม่ได้เข้ามาแทนที่แบบยกแผงตามที่บริษัทต่าง ๆ กล่าวอ้างว่าใช้ AI ทำงานแทนทั้งหมด ฉะนั้นอะไรคึอสาเหตุจริง ๆ ที่หลายบริษัท ถึงปลดพนักงานจำนวนมากออกในช่วงที่ผ่านมา (และหลังจากนี้..)

ในจุดนี้ศาสตราจารย์ Uri Gal กล่าวเลยว่า การเลิกจ้างที่ระบุว่าเป็นผลมาจาก AI นั้น สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้น ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร การจ้างงานเกินความจำเป็นในช่วงที่เกิดการระบาดครั้งใหญ่ ผนวกกับแรงกดดันจากนักลงทุนที่ต้องการให้บริษัททำกำไรให้สูงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำงานอยู่ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าของ AI

ง่าย ๆ คือ AI ไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่มันมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของการเลิกจ้างควบคู่ไปกับ AI นั้นเอง ตัวอย่างที่เปรยออกมาก่อนเลยคือ เรื่องการจ้างงานเกินความจำเป็นในช่วงปี 2020 ที่สุดท้ายก็มากไป ทุนก็มากตาม กำไรก็ถามหา สุดท้ายก็ต้องปลดออกยกชุดภายหลัง

อีกหนึ่งสาเหตุที่คาดเดาได้คือ “หุ้น AI” การลดพนักงานโดยอ้างเรื่องการนำ AI มาใช้นั้น เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อนักลงทุน ในแบบที่การประกาศลดต้นทุนแบบตรงไปตรงมาทำไม่ได้ บริษัทที่กำลังสร้างนวัตกรรม AI ย่อมดูดีกว่าบริษัทที่ปลดพนักงานออกเพราะรายได้ลดลงหรือบริหารผิดพลาดอย่างมหาศาล

ตัวอย่างเช่น พบแรงจูงใจทางการเงินอย่างมากสำหรับบริษัทต่าง ๆ ที่จะแสดงให้เห็นเลยว่ากำลังนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ก็มีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI คิดเป็นประมาณ 75% ของผลตอบแทน S&P 500

อันนี้ไม่ต้องพูดอะไรมากเลยครับ คือบริษัทอยากลดตุ้นทุนและเพิ่มกำไรมหาศาล การปลดพนักงานออกตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ให้ปลดออกเพราะบริษัทต้องการกำไร หรือมีปัญหาทางการเงินนั้น มันฟังดูไม่ดีเลย อ้างเรื่อง AI ให้ดูดีในสายตานักลงทุนดีกว่า

นอกจากนี้ก็ควรแยกแยะความแตกต่างระหว่างการลดจำนวนพนักงานสองประเภท ในกรณีแรก AI ช่วยเพิ่มผลผลิตอย่างแท้จริง จนถึงจุดที่ต้องการคนงานน้อยลงในการผลิตผลผลิตเท่าเดิม

กรณีที่สอง การลดจำนวนพนักงานไม่ได้เป็นผลมาจาก AI แต่เป็นวิธีการหาเงินทุนสำหรับการสร้างระบบ AI ของบริษัทเองต่างหาก

Meta เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความแตกต่างข้อนี้เลย มีรายงานว่ายักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียรายนี้ กำลังวางแผนปลดพนักงานมากถึง 20% ในขณะเดียวกันก็ทุ่มเงินกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ฯ เพื่อสร้าง Data Center และกว้านซื้อตัวนักวิจัย AI ระดับ Top เข้าบริษัท…

ตามรายงานล่าสุดของ PwC เผยการจ้างงานยังคงเติบโตในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบจาก AI แม้ว่าการเติบโตจะมีแนวโน้มช้ากว่าในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า ขณะเดียวกัน ค่าจ้างในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจาก AI กำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดประมาณ 2 เท่า พนักงานที่มีทักษะด้าน AI จะได้รับค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าประมาณ 56% ในอุตสาหกรรมที่มีการวิเคราะห์

สรุปคือการถูกแทนที่ด้วย AI นั้น “มันแบนราบ” บริษัทต่าง ๆ ต้องการพนักงานใหม่น้อยลงสำหรับงานวิเคราะห์และงานธุรการทั่วไป แต่หากเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถใช้เครื่องมือ AI ได้อย่างเต็มที่ ก็จะมีโอกาสได้งานมากขึ้นนั้นเอง

AI เป็นเทคโนโลยีที่ส่งผลสืบเนื่องและจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว สิ่งที่น่าสงสัยก็คือ การลดจำนวนพนักงานที่บริษัทต่าง ๆ อ้างว่าเป็นเพราะ AI นั้น สะท้อนถึงทิศทางที่แท้จริง หรือว่าแค่จับแพะชนแกะ นำเอาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ไปปะปนกับการตัดสินใจที่บริษัทก็ต้องปลดคนอยู่แล้วไม่ว่าจะมี AI หรือไม่ก็ตามครับ

ที่มา : TheConversation , Goldmansachs , Anthropic , Fortune