ถอดรหัสโมเดล OTOD พลิกโฉมเกษตรกรไทย สู่ Smart Farming เต็มตัว

Smart Farming

ถ้าพูดถึงการทำเกษตรในไทย ภาพจำของหลายคนคงหนีไม่พ้น หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ต้องคอยลุ้นฟ้าลุ้นฝน และพึ่งพาดวงเป็นหลัก

แต่วันนี้ภาพเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อ Depa หรือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เดินหน้าลุยโปรเจกต์ OTOD ซีซัน  3 ดันเกษตรกรไทย สู่ Smart Farming เต็มตัว

โครงการนี้ ไม่ได้เป็นโครงการที่ไม่ได้มาแค่แจกของแล้วจบ แต่มาเพื่อรื้อระบบ และสร้าง Ecosystem ของวงการเกษตรไทยให้กลายเป็น Smart Farming แบบเต็มตัว คาดเม็ดเงินสะพัดในชุมชนถึง 500 ล้านบาท เรามาถอดรหัสความเจ๋งของโมเดลนี้ไปพร้อมกันครับ

1. อัปเกรดอาวุธให้เกษตรกรด้วย 3 เทคโนโลยีสุดล้ำ

ลืมการฉีดพ่นยาแบบเดิมๆ หรือการตากผลผลิตริมถนนไปได้เลย เพราะ depa ขนเทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพสัญชาติไทยมาให้ชุมชนเลือกช้อปปิ้งผ่านบัญชีบริการดิจิทัล แบบตรงจุดแก้ Pain Point หน้างานจริงทั้ง

– โดรนเพื่อการเกษตร บินฉีดพ่นสบายๆ ในไร่อ้อยหรือสวนทุเรียน ประหยัดเวลา ลดการสัมผัสสารเคมี
– แทรกเตอร์อัจฉริยะ ทำงานแม่นยำขึ้น บริหารจัดการแปลงได้แบบมือโปร
– ระบบ IoT และโรงเรือนอัจฉริยะ หมดปัญหาดอกเห็ดตายเพราะอากาศร้อนด้วยระบบพ่นหมอกอัจฉริยะ หรือการใช้โรงอบดิจิทัลที่ควบคุมอุณหภูมิได้เป๊ะๆ ไม่ต้องกลัวฝนตกใส่ผลผลิตอีกต่อไป

2. จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ สร้าง “ศูนย์ซ่อม” กันตาย

ปัญหาคลาสสิกของโครงการรัฐที่ผ่านมาคือให้ของมา พอพังแล้วซ่อมไม่เป็น สุดท้ายกลายเป็นเศษเหล็กราคาแพง แต่ OTOD ได้อุดรอยรั่วนี้ด้วยการตั้งเป้าปั้น 33 ศูนย์ซ่อมเกษตรดิจิทัล กระจายทั่วประเทศ (สัดส่วน 1 ศูนย์ ดูแล 10 ชุมชน) โดยเปิดโอกาสให้ช่างอิเล็กทรอนิกส์หรือช่างยนต์ในท้องถิ่น มารับทุนสูงสุด 2 แสนบาทเพื่ออัปสกิลตัวเองเป็นช่างซ่อมโดรนหรืออุปกรณ์ IoT ทำให้งานนี้เกษตรกรอุ่นใจที่มีช่างใกล้บ้าน ส่วนช่างก็ได้ขยายธุรกิจและมีรายได้ทางใหม่แบบยาวๆ

3. แฮ็กระบบเงินทุนด้วย Matching Fund & CSR

เทคโนโลยีดีแค่ไหน แต่ถ้าแพงเกินไปชุมชนก็เข้าไม่ถึง depa จึงใช้โมเดลคนละครึ่ง โดยออกทุนให้ 50% (สูงสุด 1.5 แสนบาทต่อชุมชน) แต่ความฉลาดขั้นกว่าคือ การดึงบิ๊กคอร์ปอเรตมาร่วมวงด้วย แทนที่บริษัทเหล่านี้จะทำ CSR แบบเดิมๆ ก็เปลี่ยนมาสมทบทุน จ่ายค่าเทคโนโลยีส่วนที่เหลือให้เกษตรกรแทน ผลลัพธ์คือ ชุมชนอาจจะจ่ายเงินจริงแค่หลักหมื่น แต่ได้เทคโนโลยีหลักแสนไปครอง วิน-วินกันทุกฝ่าย

4. มาตรฐาน d-SURE ปลอดภัย มั่นใจ ข้อมูลไม่หลุด

เพื่อให้สตาร์ทอัพและผู้ใช้งานมั่นใจ เทคโนโลยีทุกชิ้นในโครงการต้องผ่านมาตรฐาน d-SURE ที่ depa คัดมาแล้วเน้นๆ ว่าได้มาตรฐานความปลอดภัย และที่สำคัญคือ Cybersecurity ข้อมูลพฤติกรรมการเกษตรจะไม่รั่วไหลไปไหนแน่นอน

5. อัปเกรดสมอง ก่อนลงสนามจริง

ก่อนจะได้เงินทุน ชุมชนต้องมา Pitching ประชันไอเดียกันก่อน แถม depa ยังจัด Workshop สอนเรื่องที่เกษตรกรไทยมักจะตกม้าตาย อย่างการคำนวณ ROI (จุดคุ้มทุน) เพื่อให้รู้ว่าลงทุนไปแล้วจะคืนทุนเมื่อไหร่ รวมถึงสอนสกิลเอาตัวรอดในยุคนี้อย่าง การทำการตลาดผ่าน TikTok และ Live สด เปลี่ยนเกษตรกรธรรมดาให้กลายเป็น “ผู้ประกอบการเกษตรดิจิทัล” อย่างแท้จริง

OTOD ซีซัน 3 ไม่ใช่แค่โครงการแจกเงินซื้อโดรน แต่เป็นการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมทั้ง สตาร์ทอัพผู้สร้างเทคโนโลยี, ชุมชนผู้ใช้งาน, ช่างซ่อมในพื้นที่ และภาคเอกชนรายใหญ่ เข้าไว้ด้วยกัน จึงไม่แปลกใจเลยที่โมเดลนี้จะถูกคาดหวังว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท… และนี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไทยรวยและสบายขึ้นด้วยดิจิทัลครับ

ที่มา
งานแถลวข่าว DEPA