เจาะยุทธศาสตร์ไปรษณีย์ไทย 144 ปี กับก้าวสำคัญสู่ Lifestyle Logistics Brand ผสานพลัง Data, AI เป็นบริการขนส่งให้ตอบโจทย์
เคยสงสัยไหมครับว่า จะมีบริษัทอะไรที่อยู่คู่คนไทยมามากกว่า 140 ปี บริษัทส่งของที่แม้เราที่อยู่บางส่วนผิด ก็ยังมาส่งถูกบ้าน ขายของอยู่ตลาด ก็ยังมาส่งของสำคัญให้เราได้ หรือแม้แต่บ้านเลขที่เปลี่ยน ก็ยังรู้ และไปส่งให้ถูก
คำตอบนั้นคือ ไปรษณีย์ไทย องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชื่อมประเทศไทยเข้าด้วยกัน จนถึงวันนี้ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 144 ไปรษณีย์ไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่นายเซ็นรับเอกสารหรือคนส่งพัสดุด่วนอีกต่อไป แต่คือเครือข่ายแห่งความไว้วางใจที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูชีวิตของคนไทย
ด้วยพี่ไปรฯ กว่า 20,000 คน และบุคลากรกว่า 40,000 ชีวิต ที่รู้จักทุกตอก ซอก ซอย และเข้าใจบริบทของชุมชนลึกซึ้งยิ่งกว่าใคร
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ไปรษณีย์ไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ นำ Data และเทคโนโลยีมาผสานกับความคุ้นเคยระดับพื้นที่ ปรับตัวครั้งใหญ่สู่การเป็น Lifestyle Logistics Brand อย่างเต็มตัว
แนวคิด RelationSHIFTเปลี่ยนจาก คนส่ง-คนรับ สู่ Companionship Navigator
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมา ธุรกิจโลจิสติกส์ส่วนใหญ่เน้นแข่งขันกันด้วยราคาและความเร็ว แต่การแข่งสงครามราคาในตลาดขนส่งสินค้าประเภทพัสดุนั้นไม่ได้สร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ใช้บริการและองค์กร
ไปรษณีย์ไทยจึงประกาศกลยุทธ์ RelationSHIFT เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการสร้างการเติบโต จากการเติบโตด้วยปริมาณขนส่ง ย้ายไปสู่การสร้างคุณค่าจากข้อมูลและความเข้าใจผู้บริโภคเป็นหลัก
โดยการยกระดับ Relationship นี้ ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ในระบบ CRM ทั่วไป เพราะ CRM ของบริษัทส่วนใหญ่มักขาดความใกล้ชิดทางอารมณ์ แต่ความสัมพันธ์ของไปรษณีย์ไทยอยู่กับคน
กลยุทธ์ RelationSHIFT จึงเป็นการนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนบทบาทขององค์กรจากการเป็นแค่ คนรับ-คนส่งของ ขยับขึ้นมาเป็น Companionship Navigator หรือเพื่อนคู่คิดที่พร้อมนำทางและส่งมอบความสำเร็จในชีวิตประจำวัน
ภายใต้ปรัชญา Carry Relationship, Deliver Success ไปรษณีย์ไทยไม่ได้มองว่าตนเองขนส่งแค่สิ่งของ แต่ทำหน้าที่ขนส่งความสัมพันธ์ และส่งมอบความสำเร็จ ให้แก่ทุกครัวเรือนและทุกธุรกิจในประเทศไทย
Customer-Centric Growth เมื่อ Data และ AI ช่วยรู้ใจผู้บริโภค
การขับเคลื่อนไปสู่การเป็นองค์กรที่รู้ใจผู้บริโภค ต้องอาศัยแนวคิด Customer-Centric Growth Enabler โดยไปรษณีย์ไทยได้ปรับใช้ขีดความสามารถด้าน Data ร่วมกับ Predictive Analytics และเทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ความต้องการเชิงลึกของผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น
- วิเคราะห์ช่วงเวลาที่ใช่ในการให้บริกา ระบบ AI และ Data Integration จะช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้รับแต่ละบ้าน ทำให้สามารถคาดเดาช่วงเวลาส่งของที่ลูกค้าสะดวกที่สุด ลดอัตราการส่งไม่สำเร็จ และเพิ่มความพึงพอใจสูงสุด
- การจับคู่ Demand & Supply (Super Channel) โดยไปรษณีย์ไทยเปลี่ยนตัวเองจากผู้ขนส่งไปสู่ Distribution Channel ที่เข้าใจความต้องการของพื้นที่ ตัวอย่างเช่น การนำส่งสินค้ากลุ่มสุขภาพอย่างน้ำแร่ธรรมชาติ ไปยังครัวเรือนที่มีแนวโน้มใส่ใจสุขภาพ เป็นการเอา Supply ที่ใช่ ไปสู่ Demand ที่ชอบ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าทราบข้อมูลลูกค้าจริง ต่างจากการขายผ่านห้างร้านแบบเดิมที่ไม่เคยรู้ว่าผู้ซื้อเป็นใคร
- โซลูชันเพื่อผู้ประกอบการ SME และชุมชน มีการวิเคราะห์ข้อมูลสินค้าแต่ละประเภท ทำให้ไปรษณีย์ไทยสามารถแนะนำโซลูชันโลจิสติกส์ที่เหมาะสมกับสินค้าชุมชนและ SME ได้อย่างแม่นยำ เช่น บริการตรวจเช็กและรับซื้อสินค้า IT/โทรศัพท์มือถือเก่าถึงหน้าบ้าน หรือบริการส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิสำหรับอาหารท้องถิ่น
Lifestyle Ecosystem เชื่อมโยงทุกจังหวะชีวิตผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เล่าว่า ภาพในอนาคตของไปรษณีย์ไทยคือการสร้าง Lifestyle Ecosystem ที่บริการขนส่งไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องธุระ เมื่อต้องการส่งของค่อยนึกถึง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน
ด้วยการเชื่อมโยงโลกกายภาพ เข้ากับโลกดิจิทัลไร้รอยต่อ บริการของไปรษณีย์ไทยจะเข้าไปตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกมิติ ทั้งความห่วงใยสุขภาพ ความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรม และความบันเทิง เช่น การเชื่อมต่อช่องทางการรับชมภาพยนตร์และกีฬารายการใหญ่ หรือการตรวจรับประกันสินค้าสำคัญ ทำให้ไปรษณีย์ไทยอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของผู้บริโภคอย่างลงตัว
144 ปี กับการสร้าง Life Value ให้คนไทย ผ่านนวัตกรรมและดิจิทัลโปรดักส์
- Thailand Post App (Super App) แอปพลิเคชันเดียวที่รวบรวมทุกบริการไว้แบบ One-Stop Service รองรับการเรียกพี่ไปรฯ มารับของถึงหน้าบ้าน เช็กสถานะพัสดุ และเชื่อมต่อกับ Post Family ระบบสะสมคะแนนที่มีสมาชิกร่วม 2 ล้านคน
- Prompt Post & Prompt Pass (Document Wallet) โดยโครงข่ายจัดเก็บและส่งมอบเอกสารสำคัญทางดิจิทัล ช่วยให้ประชาชนสามารถจัดเก็บสำเนาบัตรประชาชน ทรานสคริปต์ หรือเอกสารราชการที่รับรองความถูกต้องจากต้นทางไว้ใน Document Wallet เพื่อใช้ยื่นสมัครงานหรือติดต่อรับบริการต่างๆ ได้ทางออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทางหรือใช้กระดาษ
- Thailand Postmart แพลตฟอร์ม e-Marketplace ที่มาพร้อมสโลแกน ตัวท็อปใกล้ไกลส่งให้ถึงมือ ช่วยคัดสรรสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนระดับ ตัวท็อป ของแต่ละจังหวัดส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยไม่เก็บค่าต๋งหรือค่าคอมมิชชันแพงๆ จาก SME
- Postal ID (DID) ระบบรหัสจ่าหน้าดิจิทัล 6 หลัก ผสมตัวอักษรและตัวเลข ช่วยทดแทนการเขียนที่อยู่ยาวๆ หน้ากล่อง ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและป้องกันมิจฉาชีพ โดยผู้ที่มีสิทธิ์เห็นที่อยู่จริงจะมีเพียงผู้ขนส่งเท่านั้น

3 กลยุทธ์หลัก แผนขับเคลื่อนองค์กร ปี 2569–2570
- Trusted Data-Driven Infrastructure การยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แปลงข้อมูลกายภาพบนท้องถนนและชุมชนให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัลอัจฉริยะ
- Customer-Centric Growth Enabler การนำข้อมูลความเข้าใจผู้บริโภคมาพัฒนาบริการใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกับลูกค้า พ่อค้าแม่ค้า SME และพันธมิตรทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
- National Trust-Based Social Infrastructure ยกระดับเครือข่ายความไว้วางใจกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศ ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ที่เชื่อมโยงประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกัน ช่วยลดขั้นตอนในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง
ประชาชนคนไทยจะได้อะไรจาก 3 กลยุทธ์นี้ ?
- ความสะดวกสบายและปลอดภัย การทำธุรกรรมและส่งเอกสารราชการทำได้จากที่บ้านผ่าน Prompt Pass รวมถึงส่งของได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวข้อมูลส่วนตัวหลุดด้วยรหัส DID
- โอกาสทางธุรกิจของ SME และเกษตรกร ซึ่งผู้ประกอบการรายย่อยสามารถขยายตลาดไปทั่วประเทศผ่าน Thailand Postmart โดยมีต้นทุนการขนส่งและการขายที่เข้าถึงได้จริง
- การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ซึ่งคนไทยทุกพื้นที่ แม้ในชนบทห่างไกล สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลและบริการภาครัฐได้อย่างเท่าเทียมกันผ่านพี่ไปรฯ และเครือข่ายไปรษณีย์ไทย
Companionship Spirit เพื่อนที่รู้ใจและไม่เคยทิ้งคนไทย

แม้นวัตกรรมและเทคโนโลยีจะก้าวไกลไปเพียงใด แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้ไปรษณีย์ไทยครองใจคนไทยมาตลอด 144 ปี ก็คือ “ความเป็นเพื่อน” และความเชี่ยวชาญในการซอกแซกพื้นที่ ที่ไม่มี AI หรืออัลกอริทึมใดมาทดแทนได้ (ที่ซึ่งแม้ Google ยังพาหลง)
เสน่ห์ของไปรษณีย์ไทยคือเรื่องราวความใส่ใจระดับมนุษย์ต่อมนุษย์
- เมื่อเขียนจ่าหน้าซองผิด แต่ส่งถูกคน พี่ไปรฯ รู้ว่าแม้จ่าหน้าซองจะระบุบ้านเลขที่เดิม หรือเจ้าของบ้านไม่อยู่เพราะไปขายของที่ตลาด พี่ไปรฯ ก็พร้อมจะเดินถือพัสดุหรือเอกสารสำคัญชิ้นนั้นไปส่งให้ถึงมือที่ตลาด
- เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของคนในชุมชน เรื่องราวที่พี่ไปรฯ สังเกตเห็นบ้านหลังหนึ่งเปิดประตูและเปิดไฟทิ้งไว้ถึง 3 วัน โดยไม่มีการเคลื่อนไหว พี่ไปรฯ จึงรีบโทรแจ้งลูกหลานให้กลับมาดู เพราะห่วงว่าผู้สูงอายุในบ้านอาจเกิดอุบัติเหตุล้มป่วย (ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง)
- เมื่อ Data ผสานเข้ากับความห่วงใย จากการวิเคราะห์ข้อมูลพัสดุ แล้วพบว่าผู้คนในหมู่บ้านหนึ่งสั่งซื้อของหวานและขนมในปริมาณมากผิดปกติ ไปรษณีย์ไทยสามารถประสานข้อมูลไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ อสม. ลงพื้นที่ตรวจเช็กสุขภาพและให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคเบาหวานแก่คนในชุมชนได้ทันท่วงที
เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า POSTsible Next ของไปรษณีย์ไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางธุรกิจ แต่คือการก้าวไปข้างหน้าเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างคนไทยทุกเจเนอเรชัน เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แบรนด์โลจิสติกส์ที่รู้ใจ และเหนือสิ่งอื่นใด คือการเป็นเพื่อนแท้ที่รู้ใจ
ที่มา
งานแถลงข่าว 144 ปีไปรษณีย์ไทย








