บอกลาตำนาน ยกเลิก Control Panel ยกเครื่อง Windows 11 ใหม่

ยกเลิก Control Panel

สิ้นสุดยุคสมัย! Microsoft ยืนยันเตรียม ยกเลิก Control Panel โบกมือลาหน้าต่างตั้งค่าสุดคลาสสิก เพื่อรวมฟังก์ชันทั้งหมดไว้ในแอป Settings

ถือเป็นข่าวใหญ่สำหรับผู้ใช้งาน Windows ทั่วโลก เมื่อความเปลี่ยนแปลงที่หลายคนรอคอย (หรือบางคนอาจจะใจหาย) กำลังจะมาถึง เมื่อ Microsoft ออกมายืนยันแล้วว่าเตรียมจะโบกมือลา Control Panel หน้าต่างตั้งค่าสุดคลาสสิกที่อยู่คู่กับเรามาอย่างยาวนาน เพื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของแอป Settings แบบเต็มตัว

March Rogers ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ของ Microsoft ได้ยืนยันผ่าน X (Twitter) ว่าบริษัทมีแผนที่จะยุติบทบาทของ Control Panel ในเร็วๆ นี้ โดยจะรวมฟังก์ชันการตั้งค่าทั้งหมดเข้าไปไว้ในแอป Settings เพียงแห่งเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลขึ้น

ปัญหาที่ผู้ใช้ Windows 11 บ่นกันมาตลอดคือการที่ต้องกดสลับไปมาระหว่างหน้า Settings รุ่นใหม่ กับ Control Panel รุ่นเก๋า เวลาจะตั้งค่าอะไรลึกๆ เช่น การจัดการเน็ตเวิร์กหรือเครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อไปนี้ เขาอกบว่า ทุกอย่างจะถูกจัดระเบียบใหม่ให้หาเจอง่ายขึ้นในที่เดียว

ทำไมถึงเพิ่งมา ยกเลิก Control Panel เอาตอนนี้

Rogers ให้เหตุผลว่า กระบวนการย้ายข้อมูลนั้นค่อนข้างละเอียดอ่อน เนื่องจาก Control Panel มีการตั้งค่าอุปกรณ์และไดรเวอร์ที่ซับซ้อนสะสมมานานหลายทศวรรษ ทีมวิศวกรจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่าย้ายแล้วจะไม่มีอะไรพัง (อ่ะหรอ?) นอกจากนี้ หน้า Settings ใหม่จะถูกออกแบบให้ดูสะอาดตาขึ้น และรองรับ Dark Mode ได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100% เสียที

นอกจากนี้ ในอัปเดตเดือนเมษายนที่กำลังจะมาถึงสัปดาห์หน้านี้ Microsoft ไม่ได้แค่ย้ายที่ตั้งค่า แต่ยังเน้นไปที่การปรับปรุงความเร็วและความเสถียรหลังจากโดนวิจารณ์เรื่องอาการหน่วง (Lag) และบั๊กใน UI มานาน โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ

1.File Explorer ปรับโฉมใหม่ เน้นความเสถียร และรองรับการสั่งงานด้วยเสียงในการเปลี่ยนชื่อไฟล์
2.Start Menu ปรับปรุงระบบ Search Indexing ให้ค้นหาไฟล์ได้รวดเร็วทันใจกว่าเดิม
3.Command Prompt ถูกอัปเกรดให้ทันสมัย โดยหยิบฟีเจอร์เจ๋งๆ จาก Windows Terminal มาใส่
4.ระบบ Narrator จะฉลาดขึ้นด้วยพลัง AI ของ Copilot
5.หน้าต่างจัดการบัญชีจะรองรับ Dark Mode เต็มรูปแบบ

ต้องยอมรับว่า การที่ Microsoft กล้าฆ่า Control Panel ทิ้งเสียที ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมนะ เพราะการมีอินเทอร์เฟซซ้อนกันสองแบบมันทำให้ Windows ดูไม่เหมือนระบบปฏิบัติการที่เสร็จสมบูรณ์มานานเกินไปแล้ว

แต่สิ่งที่น่าจับตาจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตาครับ แต่คือความเสถียรเพราะที่ผ่านมา Windows 11 มักจะเน้นเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่บางครั้งเราก็ไม่ได้ใช้ จนทำให้เครื่องอืด การที่รอบนี้ Microsoft หันมาเน้นเรื่องการ Optimize ประสิทธิภาพและแก้บั๊กในจุดที่เราต้องคลิกทุกวันอย่าง File Explorer หรือ Start Menu จึงถือเป็นว่าเป็นเรื่องที่น่าจะมาถูกทางและ ขออย่างเดียว อย่าพังระหว่างการอัปเดตล่ะ มันเหนื่อย……

ที่มา

techspot