ภัยไซเบอร์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ทั่วไป แต่ได้ลุกลามกลายเป็นภัยความมั่นคงระดับประเทศ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายพุ่งสูงกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งเฉลี่ยวันละเกือบ 100 ล้านบาท และเพียงแค่ไตรมาสแรกของปี 2569 นี้ มูลค่าความเสียหายสะสมก็ทะลุ 6,000 ล้านบาทไปเป็นที่เรียบร้อย
เพื่อหยุดยั้งวิกฤตการณ์นี้ ธนาคารกสิกรไทย จึงได้จับมือกับ 3 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ เปิดตัวแคมเปญ “สติไฟต์เตอร์: รู้ทัน ป้องกันโกง” เพื่อร่วมกันสร้างเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับคนไทย
เป้าหมายสูงสุดของแคมเปญนี้ไม่ใช่แค่การวิ่งไล่ตามจับมิจฉาชีพ แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล และยกระดับการป้องกันภัยจากการทำงานแยกส่วนในอดีต สู่ความร่วมมือระดับประเทศอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นการให้ความรู้ ลอกคราบกลโกงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อเติมสติให้ประชาชนสามารถฉุกคิด รู้ทัน และป้องกันตนเองได้จริงในชีวิตประจำวันก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อ
เจาะลึกบทบาท 4 พาร์ทเนอร์ระดับท็อป ใครทำอะไรบ้าง?
การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการรวมพลังจาก 4 ภาคส่วนหลัก (การเงิน, ภาครัฐ, แพลตฟอร์ม, และสื่อ) เพื่อปิดทุกช่องโหว่ของมิจฉาชีพ โดยมีบทบาทหน้าที่ดังนี้
KBank (ธนาคารกสิกรไทย) ผู้พัฒนาเกราะป้องกันทางการเงิน
พัฒนาระบบความปลอดภัยของ Mobile Banking อย่างต่อเนื่อง ทั้งการสแกนใบหน้าในธุรกรรมสำคัญ การกำหนด วงเงินตามความเสี่ยง ตรวจจับพฤติกรรมบัญชีต้องสงสัยตลอด 24 ชั่วโมง จัดการบัญชีม้าอย่างเด็ดขาด และมีสายด่วนแจ้งเหตุภัยทุจริตตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตัดตอนเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพ
ACSC / AOC 1441 (ตำรวจไซเบอร์) — ผู้บังคับใช้กฎหมายและสนับสนุน DATA
นำข้อมูลเชิงลึก แผนประทุษกรรมของคนร้ายที่ได้จากการจับกุมมาตีแผ่ให้ประชาชนรู้ทัน พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1441 เพื่อประสานงานกับธนาคารในการอายัดบัญชีม้าให้เร็วที่สุดภายในระดับวินาที และปราบปรามเครือข่ายต้นตออย่างจริงจัง
LINE ประเทศไทย — ผู้สกัดกั้นภัยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
ดูแลผู้ใช้งานชาวไทยกว่า 56 ล้านคน โดยการนำ AI มาตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติและลิงก์อันตราย พัฒนาระบบ Report ให้ผู้ใช้รายงานบัญชีปลอมได้ง่าย และรณรงค์ให้ประชาชนสังเกตโล่สี (โล่สีเขียว/น้ำเงิน คือบัญชีทางการที่ผ่านการยืนยัน ส่วนโล่สีเทาคือบัญชีทั่วไปที่ต้องระวัง) รวมถึงเตรียมเปิดฟีเจอร์ศูนย์รวมตรวจสอบลิงก์ต้องสงสัยในอนาคต
ไทยรัฐ กรุ๊ป — กระบอกเสียงย่อยข้อมูลยากให้เข้าถึงง่าย
ทำหน้าที่เป็น โทรโข่ง นำข้อมูลคดีและกลโกงที่ซับซ้อนจากตำรวจและธนาคาร มาย่อยเป็นคอนเทนต์อุทาหรณ์ที่เข้าใจง่ายผ่านทุกแพลตฟอร์ม (ทีวี, หนังสือพิมพ์, ออนไลน์) รวมถึงจัดทำ Knowledge Hub และขยายผลสร้างภูมิคุ้มกันผ่านเครือข่ายโรงเรียนไทยรัฐวิทยากว่า 110 โรงเรียนทั่วประเทศ
หยุดวงจรกลโกง ตั้งแต่เริ่ม ด้วยมือของเราเอง
เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยหรือระบบการจับกุมที่รวดเร็วแค่ไหน ก็ไม่สามารถปกป้องเงินในกระเป๋าของคุณได้ หากคุณขาดสิ่งที่เรียกว่า “สติ” เพราะมิจฉาชีพในปัจจุบันมักเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ ทั้งความกลัว ความโลภ และความรัก เพื่อเร่งเร้าให้เหยื่อทำธุรกรรมโดยไม่คิดให้รอบคอบ
ท่องให้ขึ้นใจ คาถาป้องกันมิจฉาชีพ
– อย่ารีบเชื่อ: เมื่อเจอข้อความ ลิงก์ บัญชีแปลกปลอม หรือสายโทรศัพท์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ
– อย่ารีบโอน: มิจฉาชีพจะใช้กลอุบายบีบบังคับให้รีบโอนเงิน (เช่น บัญชีจะถูกล็อก, จะโดนคดีความ) ห้ามทำตามเด็ดขาด
– อย่าโลภ: ของถูกและดีไม่มีอยู่จริง ผลตอบแทนที่สูงเกินจริงคือคำลวง โดยเฉพาะกับการบอกให้ลงทุน
– หากไม่แน่ใจ: ให้หยุดตรวจสอบก่อนทุกครั้ง หรือสอบถามคนใกล้ตัวเพื่อช่วยดึงสติ
– หากพลาดพลั้ง: อย่ารอไปโรงพัก ให้รีบโทรหา สายด่วน AOC 1441 ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อโอกาสในการอายัดบัญชีแรกให้ทันท่วงที
สำหรับงานนี้ หน่วยงานไทยทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อ และแพลตฟอร์มระดับประเทศ ได้จับมือกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันภัยไซเบอร์ไว้อย่างเต็มกำลังแล้วในแคมเปญ Sati Fighter แต่ระบบทั้งหมดนี้จะเป็นง่อยทันทีหากต้นทางอย่าง ประชาชน กดอนุมัติเงินออกไปด้วยตัวเอง
อาวุธที่ดีที่สุดและด่านสุดท้ายที่จะตัดสินว่าจะรอดหรือร่วง ไม่ใช่ระบบ AI ที่ชาญฉลาด แต่คือสติ ในมือของประชาชนเอง เช็กให้ชัวร์ คิดให้รอบคอบก่อนกดโอนทุกครั้ง เพราะสติคือเกราะป้องกันเดียวที่มิจฉาชีพไม่มีวันเจาะผ่านได้
ที่มา
งานแถลงข่าว LINE








