ส่องแผน รถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุ่มเงินแสนล้านปั้น สถานีชาร์จ BYD แบบ Flash Charge 5 นาทีในยุโรป หวังล้ม Toyota แต่ระบบ ไฟฟ้าจะรองรับได้จริงหรือไม่
BYD ค่ายรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากจีน ประกาศเป้าหมายท้าชนแชมป์เก่า ตั้งเป้า BYD โค่น Toyota ขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดย Wang Chuanfu ประธานและผู้ก่อตั้ง มั่นใจว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่และการขยายโรงงานในต่างประเทศจะเป็นกุญแจสำคัญ
ล่าสุด BYD เตรียมทุ่มเงินกว่า 1.8 พันล้านปอนด์ (ราว 8.2 หมื่นล้านบาท) สร้างเครือข่ายยุโรปเพื่อรองรับระบบ Flash Charging ชาร์จไวเต็มสปีดภายใน 5 นาที
ปัจจุบัน Toyota ยังคงครองแชมป์ยอดขายทั่วโลกอยู่ที่ 11.3 ล้านคัน ขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้า BYD ตามมาที่ 4.8 ล้านคัน แม้ตัวเลขจะยังห่างกันเกินครึ่ง แต่ BYD กำลังเร่งเครื่องลุยตลาดต่างประเทศอย่างดุดัน โดยเฉพาะในยุโรปที่เพิ่งประกาศให้โรงงานในฮังการีเป็น priority แรกเพื่อเริ่มประกอบรถยนต์ภายในปลายปีนี้ หวังใช้เป็นข้อได้เปรียบในการหลบเลี่ยงกำแพงภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่สหภาพยุโรปประกาศใช้ นอกจากนี้ยังมีแผนจะหาทำเลตั้งโรงงานแห่งที่สองในยุโรปต่อทันที หลังจากสั่งเบรกโครงการโรงงานในตุรกีไปก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม เส้นทางโกอินเตอร์ของ BYD ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะการเร่งสปีดสร้างโรงงานในฮังการีส่งผลให้ถูกสอบสวนเรื่องการละเมิดกฎหมายแรงงานสหภาพยุโรป จากการขนแรงงานข้ามชาติจากจีนเข้ามาทำงาน รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื่องการเทดินปนเปื้อนใส่พื้นที่เกษตรกรรมรอบข้าง ยิ่งไปกว่านั้น ในฝั่งสหรัฐฯ เพิ่งโดนเพนตากอนขึ้นบัญชีดำเป็น บริษัททหารจีน ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งทางรัฐบาลจีนออกมาปฏิเสธว่าข้อกล่าวหานี้ไม่มีหลักฐานรองรับ
ต้องยอมรับว่า เป้าหมายของ BYD ดูทะเยอทะยานและเป็นไปได้ในเชิงตัวเลขสเกลการผลิต แต่คำถามคือ สถานีชาร์จ BYD แบบ Flash Charge 5 นาทีที่คุยไว้นั้น จะทำได้จริงในวงกว้างหรือเป็นเพียงแค่การตลาด? เพราะการจ่ายไฟระดับนั้นต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งไฟฟ้าที่ทรงพลังมหาศาล ซึ่งยุโรปเอง อาจจะยังไม่พร้อม
นอกจากนี้ การที่ BYD พยายาม ลัดขั้นตอน จนเกิดปัญหาทั้งเรื่องแรงงานและสิ่งแวดล้อมในฮังการี รวมถึงการชนตอการเมืองในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนของทุนจีนคือการบริหารจัดการ Risk & Compliance ในระดับสากล ถ้า BYD ยังเคลียร์ใจกับรัฐบาลท้องถิ่นและมาตรฐานโลกไม่ได้ ตลาดนอกประเทศที่หวังไว้ก็อาจเป็นได้แค่ฝันกลางวัน และ Toyota ก็คงยังไม่ต้องรีบลุกจากเก้าอี้แชมป์ในเร็วๆ นี้
ที่มา








