[แพทย์นวัตกร] เทรนด์สาธารณสุขโลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว สุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของการรอให้ป่วยแล้วค่อยมารักษาอีกต่อไป แต่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการแพทย์เชิงป้องกันและการแพทย์แบบเฉพาะบุคคล ทว่าความท้าทายระดับโลกที่เรากำลังเผชิญคือ “สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด” ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทะลุ 20% ..และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตามมาด้วยวิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนและทำงานหนักเกินขีดจำกัด
คำถามคือ ระบบสาธารณสุขจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ “เทคโนโลยี” และนี่คือจุดกำเนิดของเมกะเทรนด์ “แพทย์นวัตกร” (Medical Innovator) ที่คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้บุกเบิกและผลักดันมาตลอด 1 ทศวรรษ
บทบาทของ AI และ IoT เปลี่ยนภาพจำโรงพยาบาล

ภาพความคุ้นชินของการไปโรงพยาบาลคือ ผู้ป่วยต้องเดินทางไกล นั่งรอคิวนานนับชั่วโมงเพียงเพื่อจะได้พบแพทย์ไม่กี่นาที แต่ ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สจล. ชี้ให้เห็นว่า ทิศทางนี้กำลังจะถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น AI , IoT หรือ Telemedicine ที่จะเข้ามาช่วยลดระยะเวลาการรอคอย
ปัจจุบัน สจล. ได้นำร่องพัฒนานวัตกรรมที่จับต้องได้มากมาย เช่น การใช้ AI เข้ามาช่วยแพทย์วินิจฉัยภาพ X-ray และภาพเซลล์มะเร็งปากมดลูกได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วรวมถึงการพัฒนา “ตู้ยาอัจฉริยะ” ที่ตอบโจทย์ Primary Care ให้ผู้ป่วยที่มีอาการเบื้องต้นสามารถประเมินอาการและรับยาได้เองโดยไม่ต้องเสียเวลารอพบแพทย์ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์สำหรับใช้ที่บ้าน ที่ช่วยลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล และทำให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“แพทย์นวัตกร” เมื่อการสร้างนวัตกรรมคือภาคบังคับ
ความน่าสนใจของคณะแพทยศาสตร์ สจล. คือการดึงจุดแข็งความเป็น The World Master of Innovation ของสถาบัน มาหลอมรวมกับการแพทย์ นักศึกษาแพทย์ที่นี่ไม่ได้เรียนแค่ในห้องตรวจหรือหอผู้ป่วย แต่ต้องทำงานข้ามศาสตร์ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยี AI และทำงานร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เพื่อออกแบบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้สวยงาม น่าใช้ และแก้ Pain Point ได้จริง
ที่สำคัญคือ การทำวิจัยและสร้างนวัตกรรมของนักศึกษาแพทย์ สจล. “ไม่ใช่แค่วิชาเลือก แต่เป็นภาคบังคับ” บัณฑิตทุกคนจะต้องมีผลงานวิจัยหรือสร้างนวัตกรรมเป็นของตัวเองก่อนจบการศึกษา แนวคิดนี้เปลี่ยนบทบาทของแพทย์จากที่เคยเป็นเพียง “ผู้ใช้นวัตกรรม” หรือนักอ่านงานวิจัย ให้กลายเป็น “ผู้ผลิต” ที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมข้างเตียงคนไข้ ได้ด้วยตัวเอง
Healthcare 5.0: เทคโนโลยีขั้นสุด สู่ความเป็นมนุษย์

ด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้ สจล. จัดเต็มด้วย Medical Innovation Lab และห้องปฏิบัติการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและหุ่นจำลองเสมือนจริง เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะจนเชี่ยวชาญก่อนไปปฏิบัติงานจริง
แต่การก้าวไปข้างหน้าของ สจล. ไม่ใช่แค่การมุ่งเน้นเทคโนโลยีสุดโต่งเพียงอย่างเดียว ศ.นพ.สมชาย เน้นย้ำถึงแนวคิด Healthcare 5.0 การที่เรานำ AI และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการระบบต่างๆ จนประหยัดเวลาได้มหาศาลนั้น เป้าหมายที่แท้จริงคือการ “คืนเวลา” ให้กับแพทย์ เพื่อให้แพทย์ได้นำเวลาที่เหลือไปใช้ดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจ พูดคุย ปลอบประโลม และทำความเข้าใจคนไข้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีทำแทนไม่ได้ หรือที่เรียกว่า Humanized Medicine
จากผู้นำเข้า สู่ “ผู้สร้าง” นวัตกรรมสุขภาพระดับโลก
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยแม้จะเป็นศูนย์กลางการแพทย์ แต่เรายังคงพึ่งพาและนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางสาธารณสุข
วิสัยทัศน์ในทศวรรษใหม่ของคณะแพทยศาสตร์ สจล. ภายใต้แนวคิด “Innovation for better life” จึงมุ่งมั่นที่จะพลิกโฉมวงการ โดยเปลี่ยนจาก “ผู้นำเข้า” สู่การเป็น “ผู้สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมสุขภาพ” ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็น “แพทย์นวัตกร” อย่างแท้จริง ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูง และยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการเป็น Medical Hub ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน








