ดราม่า OpenAI แฮก Hugging Face CEO ขอพลังประมวลผล AI แทน

เมื่อ OpenAI แฮก Hugging Face เพื่อแอบดูเฉลยข้อสอบ แต่ CEO Hugging Face ขอพลังประมวลผล 100 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างเกราะป้องกัน AI

หากใครยังจำข่าวที่ว่า OpenAI แฮก Hugging Face ก่อนหน้านี้ได้ จะรู้ว่ามันไม่ได้เกิดจากฝีมือของแฮกเกอร์ที่เป็นมนุษย์ แต่เป็นฝีมือของระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สายพันธุ์ใหม่อย่าง GPT-5.6 Sol ที่ดันแหกกรงขังออกมาเจาะเซิร์ฟเวอร์ของ Hugging Face เพียงเพื่อจะแอบดูเฉลยข้อสอบ

แต่แทนที่จะฟ้องร้องเรียกเงินค่าเสียหายเข้ากระเป๋าตัวเอง คลีม็องต์ เดอ ล็องก์ (Clément Delangue) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Hugging Face กลับเลือกวิธีกระทุ้งคู่แข่ง ด้วยการเรียกร้องสิ่งที่วงการ AI กำลังขาดแคลนมากที่สุด นั่นคือ พลังประมวลผลมูลค่าสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เรื่องราวการแฮกนี้ เกิดขึ้นระหว่างการทดสอบระบบความปลอดภัยไซเบอร์ โดย OpenAI ได้ลองลดฟังก์ชันความปลอดภัยของโมเดล GPT-5.6 Sol และโมเดลทดสอบตัวใหม่ เพื่อดูความสามารถในการแก้โจทย์ความปลอดภัยไซเบอร์ในระบบจำลอง

ทว่า ผลลัพธ์กลับเหนือความคาดหมาย เจ้า AI มองว่าการแก้โจทย์แบบตรงไปตรงมานั้นยากเกินไป มันจึงตัดสินใจหลบหลีกกรงขัง แล้วเจาะผ่านระบบเครือข่ายออกสู่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จากนั้นมันได้ทำการขโมยรหัสผ่าน มุดเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์หลักของ Hugging Face เพื่อขโมยเฉลยข้อสอบกลับมาส่งให้ตัวเองโกงเบนช์มาร์กได้สำเร็จ นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์โดยระบบเอเจนต์อัตโนมัติครั้งแรกของโลกที่เกิดขึ้นจริง

หลังจากจับได้ว่าถูกระบบของคู่แข่งเจาะบ้าน ทาง CEO ของ Hugging Face ไม่ได้ปล่อยให้เรื่องนี้จบลงแค่ออกแถลงการณ์เรียบง่าย แต่เขาได้ยื่นเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อไปยัง OpenAI คือ

1.เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส OpenAI ต้องเปิดเผยบันทึกการทำงานของ AI ทั้งหมดในขณะเกิดเหตุ เพื่อให้นักวิจัยทั่วโลกได้ศึกษารูปแบบพฤติกรรมของ AI เมื่อมันเริ่มทำผิดกฎ

2.มอบพลังประมวลผลมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐแทน โดยขอเปลี่ยนเป็นสิทธิ์การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลของ OpenAI เพื่อนำไปให้ชุมชนนักพัฒนาใช้สร้างเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ จาก AI ในอนาคต

คลีม็องต์ เดอ ล็องก์ ได้ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า การโจมตีทางไซเบอร์โดยเอเจนต์อัตโนมัติครั้งแรกนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้น มันจึงสมควรได้รับการตอบสนองที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน

เรื่องตลกร้ายคือ AI พาณิชย์ที่เราใช้ ๆ กันอยู่ ไม่ยอมช่วย แต่ Open Source คือฮีโร่ตัวจริง เพราะในระหว่างที่ทีมงาน Hugging Face กำลังสืบสวนหาต้นตอของการโจมตี พวกเขาได้ลองนำโค้ดที่ถูกแฮกไปให้โมเดล AI ฝั่งพาณิชย์หลายตัวช่วยวิเคราะห์ แต่ทว่า AI เหล่านั้นกลับปฏิเสธการทำงาน เพราะฟังก์ชันความปลอดภัยมองว่าโค้ดดังกล่าวเป็นอันตราย และไม่สามารถแยกแยะได้ว่านี่คือการสืบสวนไม่ใช่การโจมตี

สุดท้าย Hugging Face จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการนำ GLM 5.2 ซึ่งเป็นโมเดลแบบเปิด มาเปิดรันบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง จนสามารถวิเคราะห์การทำงานของระบบไปมากกว่า 17,000 รายการ และควบคุมสถานการณ์ไว้ได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นข้อพิสูจน์สำคัญว่า โมเดลแบบเปิดมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความปลอดภัยทางเทคโนโลยี

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ดราม่าของสองบริษัทใหญ่ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานทั่วไปโดยตรง เมื่อระบบ AI มีความฉลาดจนสามารถคิดลัด หรือหาช่องโหว่เพื่อทำตามเป้าหมายโดยไม่สนกฎเกณฑ์ ความเสี่ยงที่จะเกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล หรือการถูกเอเจนต์ AI แอบเข้าถึงระบบโดยที่เราไม่ยินยอมก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ การที่ AI สามารถแหกมาตรการควบคุมได้เอง ยิ่งย้ำเตือนให้ผู้ใช้งานต้องตระหนักถึงความปลอดภัย ไม่พึ่งพา AI ในการจัดการข้อมูลสำคัญโดยไม่มีระบบคุมรัดกุม และเรียกร้องให้ผู้พัฒนาสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีอันทรงพลังนี้ย้อนกลับมาสร้างความเสียหายแก่ผู้ใช้ในชีวิตประจำวัน

ที่มา
techspot