สมาร์ทซิตี้ไม่ใช่แค่เรื่องเน็ตแรง เจาะลึกโปรเจกต์ Muang Thong NEXT กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โอกาสอุตสาหกรรม MICE และความท้าทายที่ซ่อนอยู่หลังภาพฝัน
หากใครยังคิดว่า นิยามของ สมาร์ทซิตี้ คือเมืองที่มี Wi-Fi ฟรีให้ใช้ทุกหัวมุมถนน หรือมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับกิกะบิตให้ทุกคนดาวน์โหลดหนังได้ในไม่กี่วินาที… เรื่องนี้ อาจจะล้าหลังไปสักนิดนึง
ความจริงแล้ว ความเร็ว เป็นเพียงผลพลอยได้ที่ฉาบหน้า แต่หัวใจที่แท้จริงของการสร้างเมืองอัจฉริยะคือ ความหน่วงต่ำ , การรองรับอุปกรณ์มหาศาลและการไหลเวียนของข้อมูลอย่างไร้รอยต่อต่างหาก
การประกาศความร่วมมือระหว่างบริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) และ AIS ในโปรเจกต์ Muang Thong NEXT: The Smart & Connected City บนพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ จึงไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาขายแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตองค์กร หรือการตั้งเสาสัญญาณเพิ่ม แต่คือการผ่าตัดใหญ่เพื่อฝัง ระบบประสาทส่วนกลาง ลงไปในเมืองที่มีอายุเก่าแก่กว่า 40 ปีแห่งนี้
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเพื่อดูว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะเข้ามาพลิกโฉมเมืองที่มีผู้คนหมุนเวียนกว่า 2.2 ล้านคนต่อเดือนได้อย่างไร และอะไรคือจุดบอดที่พวกเขาต้องระวัง หากไม่อยากให้โปรเจกต์นี้กลายเป็นแค่ Gimmick ทางการตลาด
Infrastructure is Destiny เมื่อโครงข่ายคือเส้นเลือดใหญ่ของเมือง

การจะเปลี่ยนเมืองให้ฉลาด สิ่งแรกที่ต้องทำคือการอัปเกรดกระดูกสันหลังทางเทคโนโลยี AIS ไม่ได้นำแค่ 5G ธรรมดาเข้ามา แต่เป็นการปูพรม 5G-Advanced และ WiFi 7 คำถามคือ ทำไมเมืองทองธานีถึงต้องการเทคโนโลยีขั้นสุดเหล่านี้?
คำตอบอยู่ในบริบทของพื้นที่ เมืองทองธานีคือศูนย์กลางอุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conferences, Exhibitions) และคอนเสิร์ตระดับประเทศ ลองจินตนาการถึงคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลกที่อิมแพ็ค อารีน่า ที่มีผู้ร่วมงานพร้อมกัน 50,000 คน ในอดีต เครือข่ายจะล่มทันทีเพราะปริมาณการใช้งานกระจุกตัว (Congestion) แต่ด้วยเทคโนโลยี 5G-Advanced ที่มีฟีเจอร์อย่าง Network Slicing (การหั่นเครือข่ายเป็นเลนด่วนพิเศษ) และการรวมคลื่นความถี่ ระบบจะสามารถการันตีแบนด์วิดท์ให้กับการถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์ หรือการทำ Hologram ได้โดยไม่สะดุด
นอกจากนี้ การวางโครงสร้าง Sovereign Cloud และ Data Center ภายในพื้นที่ ยังเปรียบเสมือนการสร้าง สมองกล ที่เก็บและประมวลผลข้อมูลของคนในเมืองให้อยู่ภายในประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่การใช้ Sovereign AI โดยไม่ละเมิดอธิปไตยของข้อมูล และลดความหน่วงในการประมวลผลลงถึงขีดสุด
The Smart Economy ปฏิวัติอุตสาหกรรม MICE และพลิกเกมธุรกิจ
เมื่อระบบประสาทพร้อม การทำงานของอวัยวะต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป การเข้ามาของ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ในการทำ Real-time Space Venue Management คือตัวอย่างที่ชัดเจน ข้อมูลการจราจร อุณหภูมิ และปริมาณคนเดินเข้าออกอาคาร จะถูกส่งผ่าน IoT เข้าสู่ Smart City Data Platform แบบวินาทีต่อวินาที ทำให้ผู้บริหารพื้นที่สามารถปรับลดการใช้พลังงาน (เช่น การหรี่แอร์ในโซนที่คนน้อย) หรือจัดการจราจรล่วงหน้าได้ทันที ต้นทุนที่ลดลงและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นนี้ คือแม่เหล็กชั้นดีที่จะดึงดูดงานระดับโลกอย่าง Tech Event หรือ E-Sport Tournament ให้เข้ามาจัดในไทย
ในมิติของธุรกิจขนาดย่อม การจับมือกับธนาคารกสิกรไทย และ KBTG เพื่อสร้าง Fintech Ecosystem เป็นการเติมเต็มจิ๊กซอว์ทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ SMEs ในเมืองทองธานีจะไม่ได้แค่ขายของผ่านระบบ Digital Payment ธรรมดา แต่พวกเขาจะสามารถเข้าถึง Data Analytics เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้ลึกขึ้น เช่น “กลุ่มผู้ชมคอนเสิร์ต K-Pop มักจะจับจ่ายซื้ออาหารประเภทไหนหลังคอนเสิร์ตจบในรัศมี 2 กิโลเมตร” ข้อมูลเหล่านี้คือทองคำในยุคดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างแม่นยำ
ถอดบทเรียนโลก เมืองทองกำลังเดินตามรอยซงโด (Songdo) หรือเซินเจิ้น (Shenzhen) หรือไม่ เพราะหากเรามองออกไปนอกประเทศ การสร้าง Smart City มีตัวอย่างทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว

เมืองซงโด (Songdo) ประเทศเกาหลีใต้ คือตัวอย่างของเมืองอัจฉริยะที่สร้างขึ้นใหม่จากศูนย์ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีขั้นสุดยอด เซนเซอร์ทุกตารางเมตร และระบบจัดการขยะใต้ดินอัจฉริยะ แต่ปัญหาของซงโดคือ มันเป็นเมืองที่ สร้างจากบนลงล่าง เน้นโครงสร้างพื้นฐานจนลืมมิติทางสังคม ผลลัพธ์คือซงโดถูกวิจารณ์บ่อยครั้งว่าเป็น เมืองผีดิบ ที่ขาดจิตวิญญาณ ขาดความมีชีวิตชีวา และผู้คนไม่ได้มีความผูกพันกับพื้นที่ เพราะทุกอย่างถูกเซ็ตติ้งไว้หมดแล้วจนไร้เสน่ห์ของการเติบโตแบบธรรมชาติ

ในทางกลับกัน เซินเจิ้น (Shenzhen) ประเทศจีน เติบโตจากการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่นำเทคโนโลยีเข้าไป สวมทับและแก้ปัญหา ให้กับเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เทคโนโลยีถูกขับเคลื่อนโดยพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินผ่าน WeChat หรือระบบขนส่งสาธารณะอัจฉริยะ ทำให้เซินเจิ้นเป็น Smart City ที่มีชีวิต ไดนามิกสูง และจับต้องได้จริง
สำหรับเมืองทองธานี ถือว่าโชคดีที่พวกเขาอยู่ในเส้นทางที่ใกล้เคียงกับ เซินเจิ้น มากกว่า เพราะเมืองทองมี Ecosystem ของผู้คน ชุมชน ร้านค้า และอีเวนต์ที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้วกว่า 40 ปี ความท้าทายของ Muang Thong NEXT จึงไม่ใช่การสร้างเมืองใหม่เพื่อดึงคนมาอยู่ แต่คือการเอาเทคโนโลยีเข้าไป ลดความเสียดทานในชีวิตประจำวันของผู้คนที่มีอยู่แล้ว หากบางกอกแลนด์และ AIS สามารถรักษาสมดุลตรงนี้ได้ โดยไม่บริหารแบบ Top Down เกินไป เมืองทองจะมีชีวิตชีวาในแบบที่ซงโดทำไม่ได้
The Human Element ความปลอดภัยและสนามทดลองที่มีชีวิต
เทคโนโลยีจะไร้ความหมายหากผู้คนไม่รู้สึกปลอดภัย การนำกองบัญชาการตำรวจไซเบอร์เข้ามาตั้งสำนักงานในพื้นที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะสร้างระบบเชื่อมโยงกับระบบ AI CCTV นับพันตัว ไม่ใช่แค่การติดกล้องวงจรปิดเพื่อดูภาพย้อนหลัง แต่ AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมน่าสงสัย และแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุได้
นอกจากนี้ การเปิดพื้นที่เป็น Living Lab ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร คือความฉลาดในการสร้าง Talent ป้อนเข้าสู่ระบบ นักศึกษาจะได้ออกมาจากตำรา อาจมีโอกาสได้ทดลองเขียนโปรแกรม AI หรือ IoT กับ Data ของเมืองที่มีคนเดินขวักไขว่จริงๆ นี่คือ Sandbox ขนาดใหญ่ที่จะสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่นวัตกรรมขึ้นหิ้ง
สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังภาพฝัน เราต้องไม่มองแต่ด้านบวก โปรเจกต์สเกลใหญ่ระดับนี้มี ความท้าทาย ที่รอการพิสูจน์ ไม่ว่าจะเป็น
1.ใครคือเจ้าของข้อมูล? การใช้ Smart CCTV และ Digital Twin แปลว่าการเคลื่อนไหวของคน 2.2 ล้านคนต่อเดือนจะถูกบันทึก ภายใต้กฎหมาย PDPA การนำข้อมูลแบบ Real-time ไปใช้งานต่อ (แม้จะบอกว่าทำให้เป็นนิรนามหรือ Anonymized แล้ว) ก็ยังคงเป็นเส้นบางๆ ระหว่างการดูแลความปลอดภัยกับการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว โครงการนี้จะต้องโปร่งใสอย่างยิ่งว่า Data ถูกจัดเก็บที่ไหน นานเท่าไหร่ และใครมีสิทธิ์เข้าถึงบ้าง
2.ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล แน่นอนว่าคอนโดมิเนียมหรู อาคารสำนักงานชั้นนำ และร้านค้าเชนใหญ่จะได้ประโยชน์เต็มที่จาก WiFi 7 และ Data Analytics แต่คำถามคือ พ่อค้าแม่ค้าสตรีทฟู้ดหรือ วินมอเตอร์ไซค์ในชุมชนเมืองทองธานี จะถูกดึงเข้ามาอยู่ใน Ecosystem นี้อย่างไร? หากเมืองฉลาดขึ้น แต่คนระดับรากหญ้าไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ มันจะเป็น Smart City ที่ทิ้งคนกลุ่มใหญ่ไว้ข้างหลัง ซึ่งการมีแค่แอปพลิเคชั่น ไว้สำหรับจ่ายค่าสาธารณูปโภค ก็ถือว่าถือดีระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น Smart City อย่างแท้จริง
Muang Thong NEXT คือความพยายามครั้งสำคัญของภาคเอกชนไทยในการยกระดับพื้นที่ตัวเองโดยไม่รอโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว หากความร่วมมือระหว่าง AIS และบางกอกแลนด์ รวมถึงพันธมิตรอื่นๆ สามารถแก้ไข Pain Point ของเมืองได้จริง นี่จะกลายเป็น พิมพ์เขียวสำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผังเมืองทั่วประเทศ
แต่ตัวชี้วัดความสำเร็จ ของการเป็น Smart City ที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ว่ามีสายไฟเบอร์ออปติกฝังอยู่ใต้ดินกี่พันกิโลเมตร ไม่ได้วัดที่มีกล้อง AI กี่หมื่นตัว และไม่ได้วัดที่ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่โชว์บนหน้าจอสมาร์ทโฟน
แต่มันวัดกันที่ว่า เทคโนโลยีเหล่านั้น ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยขึ้นไหม ทำให้คนทำธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้น และทำให้ คุณภาพชีวิต ของคน 2.2 ล้านคนที่เหยียบย่างเข้ามาในเมืองทองธานี… ง่ายขึ้นและดีกว่าเมื่อวานได้ยังไง…
ที่มา
งานแถลงข่าว Muang Thong NEXT








