สมรภูมิเดือด ถอดรหัส Kimi K3 AI ม้ามืด สัญชาติจีน

[ทรงพลังไป] สมรภูมิ AI ดุเดือดขึ้นทันที หลังการมาของ Kimi K3 โมเดลระดับ Top ตัวใหม่ของ Moonshot AI บริษัทสตาร์ทอัปไฟแรงจากจีน ที่ทรงพลังจนรัฐบาล Donald Trump แห่งสหรัฐฯ นั่งไม่ติด ถึงขั้นแฉว่าจีนใช้วิธี “ขโมยสมอง” จาก AI ของสหรัฐฯ พร้อมกล่าวหาว่าไทยเป็นแหล่งซุกซ่อนชิป Nvidia GB300 จนทำให้ Kimi K3 เกิดขึ้นมาได้ด้วย

ม้ามืดจากจีน Kimi K3 ท้าชน AI ตัว Top สหรัฐฯ

ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา Moonshot AI ได้ปล่อยโมเดล Kimi K3 ออกมาสร้างความตื่นตะลึงให้กับนักพัฒนาทั่วโลก โดย Kimi K3 เป็นโมเดลแบบ Open-Weight (เปิดเผยน้ำหนักของพารามิเตอร์ เพื่อให้คนนำไปปรับแต่งต่อได้) ที่มีขนาดใหญ่โตถึง 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ (2.8T) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบ AI ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่นักพัฒนาชาวจีนเคยปล่อยออกมา

ความน่ากลัวของ Kimi K3 คือประสิทธิภาพทั้งด้านการเขียนโค้ดและการให้เหตุผลเชิงตรรกะ เทียบชั้นได้กับ AI ตัว Top ของสหรัฐฯ ทั้ง Claude Fable 5 จาก Anthropic (ที่โดนทรัมป์คุมกำเนิดเรียบร้อย) และ GPT-5.6 Sol ของ OpenAI ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ในขณะที่ทั้ง Claude Fable 5 กับ GPT-5.6 Sol ต่างก็ค่าบริการ (สูง) แต่ทาง Moonshot AI กลับปล่อยให้ Kimi K3 เอาไปดาวน์โหลดใช้งานแบบ Open-Source ได้ ทั้งยังเป็นโมเดล AI ระดับ Frontier ตัวแรก ที่คนทั่วไปสามารถโหลดไปใช้และปรับแต่งได้เองด้วย

ข้อกล่าวหา “Distillation” สูบสมองข้ามโลก

ดูเหมือนความเก่งกาจของ Kimi K3 จะเป็นของจริง เมื่อ Michael Kratsios ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของทำเนียบขาว ประเทศสหรัฐฯ ออกมาตั้งข้อสังเกตและกล่าวหาอย่างรุนแรงเลยว่า Moonshot AI แอบลักลอบ Distillation หรือสกัดข้อมูลโมเดล AI คู่แข่งในระดับอุตสาหกรรม

โดยเป็นเทคนิคการนำเอาผลลัพธ์หรือคำตอบที่ได้จากโมเดล AI ตัวที่เก่งกว่า ไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับสอนและฝึกฝนโมเดล AI ที่ด้อยกว่าเพื่อให้เก่งขึ้นทางลัด ซึ่งแม้วิธีนี้จะใช้กันทั่วไปในวงการ แต่สหรัฐฯ มองว่าจีนทำในลักษณะละเมิดข้อตกลงการใช้งาน

หลักฐานที่ถูกหยิบยกมาอ้างอิงมีตั้งแต่เรื่องที่ Kimi K3 เก่งเรื่องการเขียนโค้ดมาก แต่กลับทำผลงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ไม่ดีนัก ซึ่ง Hamish Low นักวิจัยจากสถาบันนโยบาย AI มองว่านี่คือร่องรอยของการสูบข้อมูลด้านโค้ดมาใช้แบบเน้น ๆ

นอกจากนี้ เมื่อ 6 เดือนก่อน Anthropic เคยแฉว่าบริษัทจีนหลายแห่ง รวมถึง Moonshot AI ได้ใช้บัญชีปลอมกว่า 24,000 บัญชี เพื่อสร้างบทสนทนาหลอกถาม AI ของตนกว่า 16 ล้านครั้งเพื่อดึงข้อมูล

และที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีภาพหลุดหน้าจอการทดสอบ Kimi K3 ที่จู่ ๆ ตัว AI ก็ตอบกลับผู้ใช้งานว่า “ฉันคือ Claude ผู้ช่วย AI ที่สร้างโดย Anthropic” ออกมาดื้อ ๆ

สะเทือนรัฐบาลทรัมป์ ทบทวนนโยบายแบน AI

การมาของ Kimi K3 เพิ่มแรงกดดันอย่างหนักต่อรัฐบาล Donald Trump ที่กำลังพยายามจัดระเบียบนโยบาย AI ในประเทศ โดยก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน Donald Trump เพิ่งลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order)กำหนดกรอบการทดสอบ AI แบบสมัครใจ โดยให้บริษัทต่าง ๆ ส่งโมเดลให้รัฐบาลตรวจสอบล่วงหน้า 30 วันก่อนปล่อยสู่สาธารณะ

กฎระเบียบที่เข้มงวดนี้ทำให้บริษัทอย่าง Anthropic และ OpenAI ต้องชะลอการปล่อย AI รุ่นใหม่ของตนออกไป จน David Sacks อดีตที่ปรึกษาทำเนียบขาวถึงกับบ่นว่า สหรัฐฯ กำลังเอาเชือกมัดตัวเองด้วยระบบราชการ ในขณะที่จีนกำลังเร่งสปีดแซงหน้า (และข้ามหัวไปแล้ว…)

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังถกเถียงกันอย่างหนักว่าจะแบนการใช้งานโมเดล AI แบบ Open-Source จากจีนในสหรัฐฯ ดีหรือไม่ เพราะปัจจุบันนักพัฒนาทั่วโลกกว่า 80% หันไปใช้โมเดล Open-source จากจีนในการทำงาน เนื่องจากโมเดลส่วนตัวของสหรัฐฯ มีต้นทุนที่แพงกว่ามาก

ไทยโดนพาดพิง ซุกชิปเถื่อน Nvidia GB300

มาถึงประเด็นที่คนไทยต้องจับตาดูให้ดี เมื่อ Michael Kratsios ได้ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า Moonshot AI สามารถใช้งานเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งชิปประมวลผลขั้นสูง Nvidia Grace Blackwell GB300 ได้สำเร็จ โดยชิปเหล่านี้ถูกติดตั้งใน “ประเทศไทย” เพื่อใช้ในการฝึกฝนโมเดล AI โดยตรง

เป็นที่ทราบกันดีว่า สหรัฐฯ ได้สั่งห้ามส่งออกชิปขั้นสูงของ Nvidia ไปยังจีนอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ปี 2022 เพื่อสกัดกั้นไม่ให้กองทัพจีนนำไปใช้ โดยปัจจุบันสำนักงานอุตสาหกรรมและความปลอดภัยของสหรัฐฯ (BIS) กำลังเข้ามาสืบสวนเรื่องการซุกซ่อนชิป Nvidia ในไทยอย่างใกล้ชิด และประกาศกร้าวว่าจะบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดหากพบการกระทำผิด

การโต้กลับจากจีน

ด้วยข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ ก็ทำให้ฝั่งนักวิจัย AI มีเสียงแตก โดย Nathan Lambert ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ชี้ว่า Claude Fable 5 ของสหรัฐฯ เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้ว การที่ Moonshot AI จะขโมยข้อมูล นำไปฝึกฝนโมเดลสเกลใหญ่ระดับ 2.8T และปล่อย Kimi K3 ออกมาในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางเทคนิค

ในทางกลับกัน Ben Hayum นักวิจัยอีกท่านแย้งว่า วัฒนธรรมของอุตสาหกรรม AI จีนคือการปล่อยโมเดลทันทีที่ฝึกเสร็จ ต่างจากสหรัฐฯ ที่ต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยนาน ดังนั้นระยะเวลาแค่นี้จึง “เป็นไปได้” ที่จะแอบยัดข้อมูลที่ขโมยมาเข้าไป

ทางด้านโฆษกสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน นาย Liu Chang ได้ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการขโมยข้อมูลนั้น “ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง” พร้อมยืนยันว่าจีนให้ความสำคัญกับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และความสำเร็จด้าน AI ของจีนมาจากความทุ่มเทของคนในชาติ พร้อมเรียกร้องให้บุคคลในสหรัฐฯ เลิกสาดโคลนและดิสเครดิตความสำเร็จของจีนได้แล้ว

สงงครามเย็น (สำหรับ AI และเทคโนโลยี) ครั้งนี้ ดูท่าจะดุเดือดมากกว่าที่คิดครับ….

ที่มา : TheHill , BBC , FoxBusiness , SCMP