MEA ก้าวสู่ “Utility of the Future” ยกระดับบริการดิจิทัล พร้อมมาตรฐาน Cyber Security

Utility of the Future

เมื่อพูดถึง การไฟฟ้า ภาพจำของคนส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นการรอบิลค่าไฟสิ้นเดือน การเดินทางไปต่อคิวทำเรื่องที่เขต หรือการนั่งจุดเทียนลุ้นว่าไฟดับแล้วเมื่อไรเจ้าหน้าที่มาซ่อม

แต่ในโลกยุคดิจิทัลที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ กำลังเติบโตเป็น Smart City โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจะทำงานแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป การไฟฟ้านครหลวง (MEA) จึงเดินหน้า transform องค์กรสู่ “Utility of the Future” หรือองค์กรระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต

คำถามคือ การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีระดับรากฐาน ประชาชนอย่างเราจะได้ประโยชน์อะไรกลับมา Techhub อยากพาทุกคนมาสรุปเจาะลึก สิ่งที่จะทำให้คุณเห็นภาพว่า เทคโนโลยีของ MEA อยู่ใกล้ตัวและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองได้อย่างไรบ้าง

  1. สมองกลแห่งระบบไฟฟ้า เมื่อ Smart Grid และ Smart Meter ทำงานร่วมกัน

เบื้องหลังไฟทุกดวงและแอร์ทุกเครื่องในบ้าน ไม่ใช่แค่การลากสายไฟจากเสาเข้าบ้านเหมือนในอดีต แต่ MEA ได้วางโครงข่าย Smart Grid และติดตั้ง Smart Meter ซึ่งเปรียบเสมือนการใส่สมองกลและประสาทสัมผัส ลงไปในโครงข่ายไฟฟ้าทั่วเมือง

  • Smart Grid คือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่นำเทคโนโลยี IoT หรือ Internet of Things และเซ็นเซอร์ตรวจวัด มาติดตั้งตามจุดสำคัญของสายจำหน่าย ทำให้ระบบสามารถ สื่อสารและวิเคราะห์ สถานะของกระแสไฟฟ้าได้แบบ Real-time
  • Smart Meter มิเตอร์ไฟฟ้าดิจิทัลอัจฉริยะที่รับส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าแบบสองทาง ระหว่างบ้านพักอาศัยกับศูนย์ควบคุมของ MEA โดยไม่ต้องรอคนเดินไปอ่านค่า

Utility of the Future

เมื่อระบบเสร็จสมบูรณ์ สิ่งที่ประชาชนจะได้รับคือ

  • ดับปุ๊บ รู้ทันที โดยในอดีตเมื่อเกิดเหตุหม้อแปลงระเบิดหรือต้นไม้ล้มทับสายไฟ ประชาชนต้องโทรแจ้ง และรอช่างขับรถออกไปค้นหาจุดเกิดเหตุ แต่ด้วยระบบ Smart Grid เมื่อมีจุดขัดข้อง ระบบจะวิเคราะห์หาตำแหน่งที่เกิดเหตุได้ทันที พร้อมทำการสลับไปใช้วงจรจ่ายไฟสำรอง ช่วยให้ระยะเวลาที่ไฟดับสั้นลง จากที่เคยต้องรอไฟดับเป็นชั่วโมง อาจเหลือเพียงแค่ไม่กี่นาที
  • ลาก่อน… Human Error ในบิลค่าไฟ ลดความผิดพลาดจากการจดตัวเลขมิเตอร์ผิดพลาดไปโดยสิ้นเชิง เพราะ Smart Meter ส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าแบบดิจิทัลยิงตรงเข้าระบบประมวลผล แม่นยำ และตรวจสอบประวัติย้อนหลังได้ตลอดเวลา
  • วางแผนประหยัดค่าไฟได้จริง ซึ่งในอนาคต ประชาชนสามารถเช็กพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของตัวเองได้แบบ Real-time ผ่านแอปพลิเคชัน รู้ว่าช่วงไหนของวันที่บ้านเราใช้ไฟพีคสุด ช่วยให้วางแผนเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือปรับไปใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาการใช้งาน เพื่อเซฟเงินในกระเป๋าได้ดียิ่งขึ้น

  1. MEA Smart Life & e-Service ยกสำนักงานการไฟฟ้ามาอยู่ในสมาร์ตโฟน 24 ชม.

การยกระดับบริการดิจิทัลไม่ได้หยุดอยู่แค่ระบบจ่ายไฟภายนอกบ้าน แต่ MEA ได้ปฏิวัติประสบการณ์ผู้ใช้ ด้วยการสร้าง Ecosystem ด้านงานบริการออนไลน์ผ่าน MEA Smart Life และระบบ MEA e-Service

เทคโนโลยีเบื้องหลังนี้ ทำงานอย่างไร?

การเชื่อมโยงฐานข้อมูลการให้บริการเข้ากับแพลตฟอร์มโมบายล์และเว็บแอปพลิเคชัน ทำให้ธุรกรรมทางเอกสารทั้งหมดเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบ Digital Document & Automated Workflow ซึ่งสิ่งที่ประชาชนได้รับแบบเต็มๆ คือ

– ไม่ต้องลางาน ไม่ต้องหาที่จอดรถ เพราะบริการระดับโครงสร้าง เช่น การขอติดมิเตอร์ไฟฟ้าใหม่  การขอเพิ่มขนาดมิเตอร์  การย้ายจุดติดตั้ง  การชำระค่าบริการ หรือขอหนังสือรับรอง สามารถทำผ่าน MEA e-Service ได้จากที่บ้าน

– แจ้งเหตุร้าย-ไฟดับ เหมือนติดตามไรเดอร์ส่งอาหาร แอปพลิเคชัน MEA Smart Life ปักหมุดตำแหน่งที่เกิดเหตุไฟดับหรือสายไฟชำรุดได้ทันที และที่สำคัญคือ มีระบบ Tracking ติดตามสถานะการเดินทางและการทำงานของทีมช่างซ่อมแบบ Real-time ไม่ต้องนั่งลุ้นกลางความมืดอีกต่อไป

  1. เกราะป้องกันภัยไซเบอร์ ความเร็วที่มาพร้อมความปลอดภัยระดับสากล

ในยุคที่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั่วโลกตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ MEA ได้ยกระดับมาตรฐาน Cyber Security ขึ้นเป็นวาระสำคัญสูงสุด ทั้งในส่วนของระบบข้อมูลบริการประชาชน และระบบควบคุมการจ่ายไฟฟ้า

โดย MEA ได้วางยุทธศาสตร์ป้องกันภัยไซเบอร์เชิงลึก ตามมาตรฐานสากล ที่มีระบบตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุมตามกฎหมาย PDPA

ทำให้ข้อมูลส่วนตัวและเงินในบัญชีของประชาชน ปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะผูกบัตรเครดิต หรือให้ข้อมูลส่วนบุคคลไว้กับแอปพลิเคชัน MEA Smart Life ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการรั่วไหลของข้อมูลไปสู่กลุ่มมิจฉาชีพ

อีกส่วนคือ มีการยกระดับ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระบบ OT หรือ Operational Technology ซึ่งเป็นระบบสมองกลควบคุมการจ่ายไฟฟ้า ตามมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ เพื่อลดความเสี่ยง และป้องกันการแทรกแซงระบบจ่ายไฟของเมืองหลวงจากภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างรัดกุม

 

  1. พิสูจน์ด้วยผลงานจริง รางวัลแห่งความไว้วางใจเพื่อประชาชน

การก้าวสู่องค์กรดิจิทัลของ MEA ไม่ใช่แค่การชูนโยบายสวยหรู แต่เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ผ่านการยอมรับจากรางวัลระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

รางวัล Traffy Fondue Awards ที่มอบให้กับ MEA โดย นายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (MEA) เป็นผู้เข้ารับรางวัล จากการนำแพลตฟอร์มรับเรื่องร้องเรียนดิจิทัลอย่าง Traffy Fondue มาเชื่อมโยงกับทีมปฏิบัติการของ MEA ทำให้ปัญหาไฟฟ้าดับ สายไฟตกหย่อน หรือเสาไฟชำรุดที่ประชาชนแจ้งเข้ามา ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีสถิติตรวจสอบได้จริง

นอกจากนี้ MEA ยังได้รับรางวัลด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สาขาเกียรติยศแห่งสถาบัน จากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ซึ่งเป็นเครื่องการันตีว่าระบบดิจิทัลทั้งหมดของ MEA มีความเสถียร ได้มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง ประชาชนสามารถใช้งาน e-Service ได้อย่างสบายใจไร้กังวล

Utility of the Future กับอนาคตของคนเมือง

การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งของ MEA ทั้งในด้าน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid  มิเตอร์อัจฉริยะ Smart Meter  ระบบบริการด้านไฟฟ้าออนไลน์ e-Service  แอปพลิเคชัน MEA Smart Life ไปจนถึง Cyber Security ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีขององค์กร แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิต ของคนเมืองหลวง

ในวันที่เมืองกำลังก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า การติดโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือน และการเติบโตของเมืองอัจฉริยะ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ได้วางรากฐานเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า ประชาชนทุกคนจะได้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ “เสถียร สะดวก ปลอดภัย และตอบโจทย์วิถีชีวิตดิจิทัลอย่างแท้จริง” 

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติม https://www.mea.or.th/