คอมพิวเตอร์หลอดสุญญากาศ เปิดเครื่องรอ 15 นาที ข้างโต๊ะต้องมีถังดับเพลิง

คอมพิวเตอร์หลอดสุญญากาศ

ส่อง คอมพิวเตอร์หลอดสุญญากาศ 8-bit ประกอบจากหลอดโซเวียต 460 หลอด เปิดทีรอ 15 นาที แต่รันจำลองเรือเหาะได้จริง!

ในวันที่เราใช้ชิป 2 นาโนเมตรที่เร็วระดับเสี้ยววินาที แต่ชายคนหนึ่งชื่อว่า Mike เพิ่งประกอบคอมพิวเตอร์ 8-bit ขึ้นมาจากหลอดสุญญากาศโซเวียตยุค 1950s ถึง 460 หลอด

จุดที่ชวนยิ้มคือ ก่อนจะเริ่มพิมพ์หรือสั่งงานอะไรได้ เขาต้องเปิดเครื่องทิ้งไว้ 15 นาทีเพื่อให้หลอดร้อนจนอิเล็กตรอนเริ่มวิ่ง จากนั้นค่อยกดรีเซ็ตระบบ ทั้งเครื่องไม่มีไมโครโปรเซสเซอร์หรือชิปไอซีสมัยใหม่เลย ทุกอย่างทำงานผ่านวงจรตรรกะแบบแยกชิ้นล้วนๆ โดยแขวนโชว์อยู่บนโครงอะลูมิเนียมขนาดเกือบ 2 เมตรบนผนังห้อง

ในแง่สถาปัตยกรรม เครื่องนี้มินิมอลขั้นสุด หน่วยคำนวณ ทำได้แค่ 5 คำสั่งพื้นฐานอย่าง Sum, Carry, NOT, Increment และ XNOR ซึ่งเรื่อง Pipelining เพื่อเร่งความเร็วแบบซีพียูปัจจุบันลืมไปได้เลยครับ

โดยในหนึ่งคำสั่งต้องเสียเวลาดึงข้อมูลถึง 6 สเต็ป แล้วค่อยประมวลผลอีก 1 สเต็ป ซึ่งแม้จะดูเหมือนเครื่องจักรไอน้ำในร่างคอมพิวเตอร์ แต่มันสามารถรันโปรแกรมได้จริง

ปัจจุบันไมค์เขียนซอฟต์แวร์จำลองการควบคุมเรือเหาะสัญชาติอังกฤษรุ่น R80 เพื่อทดลองบังคับบินจากเมืองไบรตันไปยังกรุงปารีส โดยเชื่อมโยงแผงควบคุมสวิตช์สัมผัสเข้ากับหน้าต่างห้องนักบินจำลอง ส่งสัญญาณไฟฟ้าขนาด 5 โวลต์ตรงเข้าสู่บอร์ดรับข้อมูล เพื่อสั่งการปล่อยน้ำอับเฉา ระบายแก๊ส เร่งกำลังเครื่องยนต์ หรือขยับหางเสือ

และถ้ามองในมุมวิศวกรรม โปรเจกต์นี้ตอบคำถามได้ชัดเจนที่สุดว่าทำไมโลกถึงต้องทิ้งหลอดสุญญากาศแล้วหันไปหาซิลิคอน เรื่องแรกคือความทนทาน หลอดเก่าพวกนี้มีอายุใช้งานเฉลี่ยแค่ราว 500 ชั่วโมง

การมีหลอดถึง 460 ตัวหมายความว่าเครื่องพร้อมจะดับได้ทุกเมื่อ จนเจ้าของต้องมีบันไดช่างไว้ปีนเปลี่ยนหลอดที่มอดอยู่เรื่อยๆ แถมหลอดแก้วพวกนี้ยังแผ่ความร้อนอย่างกับฮีตเตอร์ ส่งกลิ่นฝุ่นไหม้หึ่ง จนต้องวางถังดับเพลิงไว้ข้างโต๊ะเผื่อหลอดระเบิด

แม้ในแง่ประโยชน์ใช้สอย เครื่องจักรย้อนยุคเครื่องนี้อาจดูเชื่องช้า สิ้นเปลืองพลังงาน และเสี่ยงอันตรายจนไม่มีใครนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ในมุมของผู้ใช้เทคโนโลยียุคปัจจุบัน เรื่องนี้สะท้อนและเตือนสติให้เราเห็นคุณค่าของความสะดวกสบายที่มองไม่เห็น

ภายใต้ชิปซิลิคอนขนาดจิ๋วในสมาร์ตโฟนหรือแล็ปท็อปที่เราถืออยู่ทุกวัน และพิสูจน์ให้เห็นว่าความหลงใหลในรากเหง้าของคอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับความเร็วเสมอไป หากแต่มันคือความสุขจากการได้เข้าใจกลไกพื้นฐานที่ขับเคลื่อนโลกดิจิทัลครับ

ที่มา : techspot

ติดตามข่าวอื่นๆ ได้ที่ > Techhub