ถอดบทเรียนเคส Binance และ Polymarket ถูกเจาะระบบ เจาะลึกภัย แฮกคริปโต ครั้งใหญ่ พร้อม 13 วิธีป้องกันเหรียญหายจากผู้เชี่ยวชาญ Kaspersky
เหตุการณ์สะเทือนวงการคริปโตช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เมื่อสองแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง Binance และ Polymarket ถูกแฮกไล่เลี่ยกันในเวลาห่างกันเพียงวันเดียว กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ Kaspersky ออกมาวิเคราะห์เบื้องลึก พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงผู้ใช้งานทุกคน
เหตุการณ์แฮกเหล่านี้ เกิดขึ้นได้ยังไง ?
– Polymarket ถูกเจาะผ่านสคริปต์ตรวจวัดพฤติกรรมผู้ใช้ของบริการภายนอก ที่ฝังอยู่บนหน้าเว็บ
– Binance ถูกเจาะจากการที่ Laptop ของวิศวกรดูแลระบบถูกแฮก ทำให้คนร้ายแทรกซึมเข้าไปในส่วนบริการแล้วแอบถอนเงินออกไปได้ แม้จะไม่พบว่ากุญแจลับ (หลุดออกไป แต่ทาง Binance ก็สัญญาว่าจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด
Kaspersky ชี้ว่า สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่ากระดานเทรดคริปโตไม่ได้ปลอดภัย 100% และถูกโจมตีได้ทั้งจากระบบภายในและชิ้นส่วนภายนอกที่เอามาต่อพ่วง โดยเฉพาะบุคลากรสายเทคนิคที่ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญ เพราะแม้แต่วิศวกรหรือนักพัฒนาเก่งๆ ก็ยังพลาดเผลอโหลดมัลแวร์เข้าเครื่องได้ เช่น เคสที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่นักพัฒนาโหลดส่วนเสริมอันตรายจนเงินในกระเป๋าหายไป 500,000 ดอลลาร์
ด้วยขนาดความเสียหายที่อาจเป็นการขโมยคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเป็นฝีมือของกลุ่มแฮกเกอร์ระดับโลก โดยรายงานเบื้องต้นมีชื่อของกลุ่ม Lazarus โผล่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งกลุ่มนี้มีประวัติล่าเงินคริปโตและเจาะระบบใหญ่ๆ มายาวนาน เช่น คดีธนาคารกลางบังกลาเทศปี 2016 และ Bybit ปี 2025 แม้ปัจจุบันจะยังต้องรอผลการสืบสวนขั้นสุดท้ายเพื่อยืนยันแน่ชัดก็ตาม
แคสเปอร์สกี้จึงเตือนว่า ทุกวันนี้ใครที่ถือคริปโตคือเป้าหมายของคนร้าย ยิ่งเครื่องไหนไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยยิ่งเสี่ยงมาก การติดตั้งโปรแกรมความปลอดภัยไว้บนเครื่องทั้งคอมทำงานและอุปกรณ์ส่วนตัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยเด็ดขาด
สิ่งที่ Kaspersky แนะนำคือ
1.ศึกษาข้อมูลเรื่องคริปโตให้เข้าใจ โดยทำความรู้จักประเภทของเหรียญ บล็อกเชนแต่ละแบบ และโปรแกรมที่ควรเลือกใช้ คอยอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับกลโกงใหม่ๆ และศึกษาวิธีรักษาความปลอดภัยอยู่เสมอ ซึ่งฟอรัมหรือเว็บบอร์ดออนไลน์ถือเป็นแหล่งข้อมูลและคำแนะนำที่ดีในการศึกษาด้วยตนเองครับ
2.เก็บสินทรัพย์ไว้ในกระเป๋าคริปโตจะปลอดภัย ซึ่งการย้ายเหรียญส่วนใหญ่ไปเก็บไว้ในกระเป๋าเงินที่มีความปลอดภัยจะช่วยป้องกันการถูกขโมยได้ โดยกระเป๋ามีทั้งแบบโปรแกรม และอุปกรณ์พกพาที่ใช้เก็บกุญแจเข้าถึงบัญชี ช่วยให้โอนเหรียญและทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย จึงควรศึกษาเพื่อเลือกแบบที่เหมาะกับการใช้งานของเราที่สุด
3.เปิดระบบยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) บนกระดานเทรด โดยเมื่อเริ่มซื้อคริปโต เหรียญจะถูกเก็บไว้บนกระดานเทรด หากแฮกเกอร์แอบเข้าบัญชีได้ก็อาจสั่งถอนเหรียญออกไปกระเป๋าตัวเอง วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือเปิดใช้งาน 2FA เพื่อบังคับให้ต้องกรอกรหัสยืนยันจากมือถือทุกครั้งที่จะถอนเงิน
4.หมั่นตรวจเช็กบัญชีคริปโตอยู่เสมอ การดูบัญชีตัวเองเป็นประจำจะช่วยให้เห็นธุรกรรมผิดปกติได้ทันเวลา ปัจจุบันมีเครื่องมืออย่างบอทที่คอยช่วยแจ้งเตือนเมื่อเกิดธุรกรรม นอกจากนี้ การติดตามข่าวคริปโตต่อเนื่องจะช่วยให้เราแจ้งความเสียหายได้รวดเร็วหากเกิดเหตุระบบถูกเจาะหรือข้อมูลรั่วไหล และควรเปลี่ยนข้อมูลการเข้าใช้งานเป็นประจำ
5.ระวังอีเมล Phishing โดยแฮกเกอร์มักใช้จิตวิทยาหลอกส่งอีเมลปลอมเพื่อเข้าถึงบัญชี ให้สังเกตชื่ออีเมลผู้ส่งที่ดูผิดปกติ ข้อความที่สะกดคำหรือใช้ภาษาแปลกๆ รวมถึงระวังลิงก์และไฟล์แนบ หลีกเลี่ยงกิจกรรมแจกของรางวัลตามโซเชียลมีเดีย และคอยตรวจสอบหน้าเว็บหรือแอปให้ดี การมีสติและระมัดระวังตลอดการใช้งานออนไลน์คือสิ่งสำคัญที่สุด
6.ถอนเหรียญออกมาเก็บไว้เอง กระดานเทรดมีสินทรัพย์รวมกันหลายล้านดอลลาร์ จึงเป็นเป้าหมายหลักของคนร้ายเสมอ ผู้ใช้สามารถลดความเสี่ยงได้โดยการถอนเหรียญออกมาเก็บไว้เอง โดยเริ่มจากดาวน์โหลดโปรแกรมกระเป๋าเงินมาลงไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วสั่งโอนเหรียญจากกระดานเทรดมายังที่อยู่ใหม่นี้ เพราะหากแฮกเกอร์เจาะระบบกระดานเทรดได้ เขาก็จะขโมยเงินเราไปไม่ได้ เว้นแต่จะเจาะคอมพิวเตอร์ของเราหรือมาขโมยกุญแจส่วนตัวไปแทน
7.ตั้งรหัสผ่านให้ยากและรัดกุม ยิ่งรหัสผ่านยาวเท่าไร แฮกเกอร์ก็ยิ่งแกะหรือเดาได้ยากขึ้น ควรผสมทั้งตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตัวเลข และสัญลักษณ์พิเศษ อย่าใช้รหัสผ่านเดียวกันซ้ำกันในหลายๆ แพลตฟอร์ม หมั่นเปลี่ยนรหัสผ่านอยู่เสมอ และควรใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่านที่ปลอดภัย
8.หลีกเลี่ยงการใช้ Wi-Fi สาธารณะทำธุรกรรม เพราะการทำธุรกรรมที่ละเอียดอ่อนอย่างการซื้อขายคริปโต ไม่ควรใช้เน็ต Wi-Fi สาธารณะ เพราะคนรอบข้างอาจแอบดักจับข้อมูล ทำให้รู้ว่าเรากำลังเข้าเว็บคริปโต หรือบางครั้งอาจเห็นรายละเอียดธุรกรรมได้เลย
หากทำธุรกรรมจากที่บ้านเป็นหลัก ควรวางระบบความปลอดภัยเบื้องต้นไว้ด้วย โดยทดสอบช่องโหว่ของไฟร์วอลล์ อัปเดตโปรแกรมป้องกันมัลแวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ตั้งรหัสผ่านเราเตอร์ Wi-Fi ให้ยาก เปิดการเข้ารหัสเครือข่าย ปิดการแสดงชื่อสัญญาณ และอัปเดตซอฟต์แวร์เราเตอร์อยู่เสมอ
9.เลือกใช้กระเป๋าฮาร์ดแวร์ หรือ Hardware Wallet หากทำได้ เพราะนี่คือหนึ่งในวิธีเก็บเหรียญที่ดีที่สุด อุปกรณ์นี้มีรูปร่างคล้ายแฟลชไดรฟ์ ทำหน้าที่เป็นตู้เซฟเก็บกุญแจลับ ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้ Seed words หลุดออกไปแบบไม่เข้ารหัส และเนื่องจากตัวมันไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แฮกเกอร์จึงส่งมัลแวร์เข้าไปได้ยาก หากทำกระเป๋าฮาร์ดแวร์หายหรือถูกขโมย ให้รีบโอนสินทรัพย์ออกจากแอดเดรสนั้นทันที
10.ตรวจสอบ URL ให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงโปรแกรมปลอม วิธีป้องกันการถูกหลอกโหลดกระเป๋าเงินปลอมที่ดีที่สุด คือการโหลดตรงจากเว็บไซต์ทางการของผู้พัฒนาเท่านั้น หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์โฆษณาบน Search Engine หรือบนโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ควรเลี่ยงการพิมพ์ค้นหากระเป๋าเงินผ่าน Google Play หรือ App Store โดยตรง เพราะบางครั้งอาจมีแอปปลอมหลุดขึ้นมาอยู่ลำดับต้นๆ ของผลการค้นหาโดยไม่ได้ตั้งใจ
11.สำรองข้อมูล Seed Words อย่างถูกวิธี ในขั้นตอนการตั้งค่ากระเป๋าเงิน ระบบจะให้สำรอง Seed Words (หรือ Secret Recovery Phrase / Master Key) ซึ่งเป็นชุดคำที่ใช้สร้างและกู้คืนบัญชีทั้งหมด หากอุปกรณ์เสียหาย เราสามารถใช้ชุดคำนี้กู้คืนบัญชีได้ แต่ถ้าใครได้คำชุดนี้ไป เขาก็จะเข้าถึงเงินทั้งหมดของเราได้เช่นกัน วิธีเก็บที่ดีที่สุดคือการจดลงบนกระดาษแล้วเก็บไว้ในจุดที่ปลอดภัยและไม่สามารถถูกทำลายได้
12.ห้ามพิมพ์ Seed Words ลงบนเว็บไซต์ใดๆ เด็ดขาด หากใช้กระเป๋าเงินแบบส่วนขยายบนเบราว์เซอร์ ระบบอาจถามรหัสผ่านบ่อยครั้ง แต่เวลาท่องเว็บอาจมีเว็บอันตรายแอบหลอกให้เรากรอก Seed words จำไว้เสมอว่า ตัวกระเป๋าเงินจะถามหาคำชุดนี้เฉพาะตอนที่เราติดตั้งใช้งานครั้งแรกเท่านั้น หากมีหน้าเว็บไหนขอ ให้ปิดแท็บทิ้งทันทีแล้วล้างแคชของเบราว์เซอร์ หากรู้สึกว่ากระเป๋าเงินทำงานผิดปกติ ให้ลบโปรแกรมออกแล้วติดตั้งใหม่บนหน้าต่างเบราว์เซอร์ที่ว่างเปล่า
13.ใช้บริการ VPN ที่ได้มาตรฐาน VPN ที่ดีจะช่วยเข้ารหัสข้อมูลและปกปิดกิจกรรมออนไลน์ รวมถึงซ่อนกิจกรรมที่เกี่ยวกับคริปโตไม่ให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตล่วงรู้ได้ เพราะหากคนร้ายดักดูข้อมูลจนรู้ว่าเราถือคริปโต อาจนำไปสู่การล่อลวงด้วยวิธีอื่น เช่น หลอกให้เข้าเว็บปลอมหรือหลอกให้ลงกระเป๋าเงินปลอม การเปิดใช้ VPN จึงเป็นเกราะป้องกันเสริมที่มีประโยชน์ระดับหนึ่งเลยครับ
ที่มา จดหมายข่าวจาก Kaspersky








