สายลับแฮกเกอร์ โดนคุกยาว 70 เดือน แอบส่งข้อมูลหลังบ้านโจร

สายลับแฮกเกอร์

เปิดโปง สายลับแฮกเกอร์ จ้างมาช่วยเจรจา แต่แอบส่งข้อมูลหลังบ้านโจร รีดค่าไถ่บริษัทเหยื่ออ่วม 75 ล้านดอลลาร์ สุดท้ายไม่รอด

ในต่างประเทศ จะมีบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการรับเจรจาต่อรองกับแฮกเกอร์ เพื่อปลดล็อคข้อมูลให้กับบริษัทใด ๆ ก็ตาม ที่โดนเรียกค่าไถ่จากแรนซัมแวน์ แต่ก็มีกรณี ที่พนักงานของบริษัท ทำเรื่องแสบ ๆ กับลูกค้าของเขาขึ้นจนได้

อัยการสหรัฐฯ เผยเรื่องราวสุดแสบของ Angelo Martino ที่กลายเป็น สายลับแฮกเกอร์ โดยก่อนหน้านี้ เขาคือผู้เชี่ยวชาญที่บริษัทจ้างมาเพื่อช่วยเจรจาต่อรองกับแฮกเกอร์เวลาบริษัทโดนฝังมัลแวร์เรียกค่าไถ่ แต่แทนที่จะช่วยบริษัทเหยื่อ เขากลับเอาข้อมูลความลับในมุ้งของลูกค้า ไปส่งให้แฮกเกอร์ใช้เป็นเครื่องมือขู่รีดเงินเพิ่ม ล่าสุดศาลสั่งจำคุกเขา 70 เดือน หลังเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าสมรู้ร่วมคิดกับแฮกเกอร์กลุ่ม BlackCat

Martino ทำงานให้กับบริษัท DigitalMint ซึ่งเป็นบริษัทรับมือ ภัยไซเบอร์ หน้าที่ของเขาคือช่วยคุยกับแฮกเกอร์เพื่อขอลดค่าไถ่ ทำให้เขา เข้าถึงข้อมูลวงในทุกอย่างของเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเงินแฮกเกอร์เรียกมา, บริษัทมีวงเงินประกันภัยไซเบอร์อยู่กี่บาท และบริษัทวางแผนจะต่อรองยังไง ซึ่ง Martino ใช้ข้อมูลพวกนี้แหละไปแอบบอกแฮกเกอร์ลับหลัง

แผนการคืออะไร เขาเอาข้อมูลที่บอกว่า ลูกค้ามีเงินจ่ายไหวแค่ไหน และวงเงินประกันมีเท่าไหร่ ไปบอกแฮกเกอร์ เพื่อให้แฮกเกอร์เรียกค่าไถ่ในราคาที่สูงที่สุดเท่าที่ลูกค้าจะยอมจ่ายได้ ทำให้เพิ่มโอกาศที่เหยื่อยอมจ่ายมากขึ้น โดย Martino จะได้ส่วนแบ่งเป็นเงินคริปโตตอบแทน

ความแสบนี้เกิดขึ้นช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน ปี 2023 มีบริษัทตกเป็นเหยื่อ 5 ราย โดยมีทั้งธนาคาร โรงพยาบาล ห้างร้าน และมูลนิธิ ยอมจ่ายเงินรวมกันไปกว่า 75 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอัยการบอกว่า เงินที่จ่ายไปเยอะขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะแฮกเกอร์รู้ไพ่ในมือของเหยื่อจาก Martino นั่นเอง

Martino โกยเงินคริปโตไปหลายล้านดอลลาร์ เขาเอาเงินไปเสวยสุขซื้อบ้าน 2 หลัง เรือยอร์ช 1 ลำ (และตั้งชื่อมันว่ามะเร็ง ๆ หยอกๆ ใครเข้าใจมุขนี่ ไม่เด็กละนะ) และรถอีกหลายคัน ซึ่งตอนนี้โดน FBI ตามยึดทรัพย์เรียบร้อย แถมหลังออกจากคุก ยังต้องถูกหักรายได้อีก 10% ไปจ่ายคืนอีกด้วย

ด้านบริษัท DigitalMint รีบออกมาแถลงทันทีว่า บริษัทไม่มีส่วนรู้เห็นและตัวเองก็เป็นเหยื่อที่โดนหลอกเหมือนกัน พอรู้เรื่องจากกระทรวงยุติธรรมก็ไล่ Martino ออกทันทีและช่วยตำรวจเต็มที่

บริษัทอธิบายว่า Martino หัวหมอมาก แอบไปใช้ช่องทางติดต่อส่วนตัวที่ระบบของบริษัทตรวจจับไม่ได้ มาตรฐานความปลอดภัยของบริษัทน่ะดีอยู่แล้ว แต่เคสนี้คือคนในจงใจซ่อนและหักหลังเอง

บทเรียนของเรื่องนี้ ได้สะท้อนความเสี่ยงน่ากลัวในโลกไซเบอร์ เพราะคนที่องค์กรจ้างมาเพื่อเป็นฮีโร่ช่วยกู้สถานการณ์และถือข้อมูลที่อ่อนไหวที่สุดไว้ในมือ กลับกลายเป็นคนเปิดประตูให้โจรเข้ามาปล้นเสียเอง

ที่มา

techspot