AI ปล่อยสินเชื่อ บทเรียน Virtual Bank เจอแก๊งนักบิดเบี้ยวหนี้

AI ปล่อยสินเชื่อ

AI ปล่อยสินเชื่อ ฉลาดพอหรือยัง? เจาะบทเรียน Virtual Bank โดนแก๊งสายบิดลองดี หวังเบี้ยวหนี้ออนไลน์ แต่รู้หรือไม่เสี่ยงติดคุก-โดนยึดทรัพย์

วงการการเงินไทยต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อการเปิดตัวของ Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขาแห่งแรกอย่าง CLICX ที่ใช้ AI ปล่อยสินเชื่อ และทำให้เกิดประเด็นในโลกออนไลน์ขึ้นมา

จากความพยายามที่จะนำเทคโนโลยี AI มาช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น แต่กลับต้องเจอกับบททดสอบสำคัญจากขบวนการสายบิดที่ชวนกันเบี้ยวหนี้จนเป็นกระแส

หากใครยังไม่รู้จัก CLICX ซึ่งก็ธนาคารไร้สาขา ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเป็นการร่วมมือของ 3 ยักษ์ใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, AIS และ ปตท. (OR) ซึ่งมีฐานลูกค้ารวมกันกว่า 50 ล้านคน

ระบบนี้ชูจุดเด่นการเป็นธนาคารที่ดำเนินงานผ่านแอปพลิเคชัน 100% โดยไม่มีสาขา มาพร้อมโปรโมชันดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึง 4% และผลิตภัณฑ์ สินเชื่อ CLICX พร้อมใช้ ที่เน้นความสะดวก อนุมัติไวภายใน 5 นาที ผู้กู้สามารถเลือกผ่อนชำระได้ทั้งรายสัปดาห์หรือรายเดือน โดยไม่จำเป็นต้องใช้สลิปเงินเดือนหรือรายการเดินบัญชี

เจตนารมณ์หลักของการมี Virtual Bank คือการขยายโอกาสให้กลุ่มผู้มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น ฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่เคยเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เดิมได้มีโอกาสกู้เงิน

โดยระบบเปลี่ยนไปใช้ ข้อมูลทางเลือก เช่น ประวัติการชำระค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าใช้จ่ายในร้านสะดวกซื้อ หรือค่าน้ำค่าไฟ นำมาประมวลผลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ ในการพิจารณาวงเงิน

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพา AI 100% ในการอนุมัติสินเชื่อกลับเผยให้เห็น ช่องโหว่สำคัญ เนื่องจาก AI ประมวลผลจากข้อมูลรายล้อมเป็นหลัก หากผู้กู้มีประวัติจ่ายค่าโทรศัพท์ตรงเวลา AI อาจประเมินว่าเป็นผู้มีประวัติการชำระดี โดยที่ระบบอาจไม่ได้สแกนลึกลงไปถึงภาระหนี้เสียหรือประวัติเครดิตบูโรในอดีต ส่งผลให้เกิดกรณีที่ผู้สมัครซึ่งติดแบล็กลิสต์ หรือมีภาระหนี้เดิมหลายแสนบาท สามารถผ่านการอนุมัติและรับวงเงินไปได้อย่างง่ายดาย

กระแสสายบิด ชวนเบี้ยวหนี้ และความเข้าใจผิดที่ต้องแลกด้วยโทษหนัก

แน่นอนว่า ทันทีที่สินเชื่อเปิดใช้งาน ก็เกิดกระแสในโซเชียลมีเดียจากกลุ่มที่เรียกว่าสายบิด หรือขบวนการชวนกันเบี้ยวหนี้ โดยมีการโพสต์ท้าทายในลักษณะว่า กดกู้ได้ 20,000 ถอนมา 19,000 บิดนิ่ม ๆ เอาให้แอปเจ๊งไปเลย”

เนื่องจากมีความเข้าใจผิดคิดว่า สินเชื่อออนไลน์ไร้สาขาเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน จึงตามยึดทรัพย์ไม่ได้ หรือคิดไปเองว่าเป็นเพียงแอปเงินกู้นอกระบบที่ไม่ต้องชำระคืน
แต่ถ้าใครเบี้ยว ก็ต้องกับสิ่งที่ตามมาคือ

1.ติดแบล็กลิสต์ เครดิตบูโรเสียยาวนาน ถูกบันทึกประวัติการเบี้ยวหนี้ในระบบเครดิตบูโร ส่งผลให้ไม่สามารถขอสินเชื่อ ทำธุรกรรม หรือเข้าถึงระบบการเงินตามกฎหมายได้อีกหลายปี

2.ถูกฟ้องแพ่ง ยึดทรัพย์ และอายัดเงินเดือน เพราะ CLICX เป็นธนาคารที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย สัญญากู้ยืมจึงมีผลสมบูรณ์ ธนาคารสามารถฟ้องร้องบังคับคดี อายัดเงินเดือน และยึดทรัพย์สิน (เช่น บ้าน รถยนต์) ได้ โดยมีอายุความในการบังคับคดีนานถึง 10 ปี

3.รับโทษคดีอาญาข้อหา ฉ้อโกง เพราะหากพบว่ามีความตั้งใจจงใจกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จตั้งแต่แรกเพื่อหวังเบี้ยวหนี้ จะเข้าข่ายความผิดทางอาญา ซึ่งมีโทษถึงขั้นจำคุก

ในปัจจุบัน ทาง CLICX ยังไม่ได้อัปเดตข้อมูลใด ๆ อย่างเป็นทางการเพิ่มเติม โดยอยู่ระหว่างการประชุมหารือเป็นการภายในร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ซึ่งมีรายงานเบื้องต้นว่าอาจมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข โดยดึงข้อมูลเครดิตบูโรเข้ามาสแกนความเสี่ยงร่วมกับข้อมูลทางเลือก เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสียในอนาคต

บทเรียนจากกรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า การปล่อยให้ AI ทำงานพิจารณาสินเชื่อแบบ 100% โดยปราศจากการตรวจสอบเชิงลึก อาจยังไม่เหมาะกับบริบทของสังคมไทยในปัจจุบัน แม้ AI จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวก

แต่ปัญหาเรื่องความรู้ทางการเงิน และพฤติกรรมเสี่ยงของผู้กู้บางกลุ่มยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ การนำเทคโนโลยีมาใช้จึงต้องทำควบคู่ไปกับการคัดกรองความเสี่ยงที่รัดกุม เพื่อให้ Virtual Bank สามารถเติบโตและแก้ปัญหาทางการเงินได้อย่างยั่งยืน

Source : ThaiPBS , Bangkokbiz