เจาะลึกทางรอด SMEs ไทย ปี 2026 ก้าวข้าม Digital Follower สู่การใช้ AI และ Automation ของจริง พร้อมรวมวิธีรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ
ในยุคที่ต้นทุนการทำธุรกิจพุ่งสูงขึ้นรอบด้าน การแข่งขันดุเดือดขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการ SMEs ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำธุรกิจทุกวันนี้เหนื่อยกว่าเดิม
หลายรายพยายามดิ้นรนหาทางรอดด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมถึงยังมี SMEs อีกจำนวนมากที่ปรับตัวแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าธุรกิจไปต่อได้ไม่สุดและไม่สามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแท้จริง?
ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกเขาปฏิเสธเทคโนโลยี แต่อาจจะมาจากกำแพงที่มองไม่เห็น ทั้งความไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน ความกังวลเรื่องต้นทุนที่สูง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยากลำบากเพราะขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไปจนถึงความสับสนว่าในบรรดาเครื่องมือที่มีอยู่มากมายมหาศาลในตลาด ตัวไหนกันแน่ที่ตอบโจทย์และคุ้มค่ากับการลงทุน
ติดกับดัก Digital Follower ใช้ดิจิทัล แต่ยังแตะไม่ถึงแก่น

นายมีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า จากผลสำรวจสถานะการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล (Digital Maturity Index) ปี 2568 ล่าสุดโดย ETDA ชี้ให้เห็นว่า SMEs ไทยมีความพร้อมด้านดิจิทัลอยู่ที่คะแนน 2.45 จาก 4.00 ซึ่งแม้จะเติบโตขึ้น แต่ก็ยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Digital Follower หรือผู้ตามด้านดิจิทัล
ความจริงที่ซ่อนอยู่คือ SMEs ไทย ไม่ได้ไม่ใช้ดิจิทัล พวกเขามีความตื่นตัวสูงมากในการใช้เครื่องมือระดับพื้นฐาน โดยเฉพาะการใช้ Social Media หรือ Marketplace เพื่อการตลาดและการสื่อสาร รวมถึงการใช้ระบบ POS สำหรับจัดการหน้าร้าน

แต่จุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังไม่สามารถสเกลได้ คือการที่ Core Business หรือระบบหลังบ้านยังไม่ถูกทรานส์ฟอร์ม โดย SMEs ส่วนใหญ่ยังไม่แตะสิ่งที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างแท้จริง ได้แก่
- Data Analytics ขาดการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าและยอดขายอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดได้
- Automation กระบวนการทำงานในองค์กรยังคงใช้แรงงานคนและเอกสารกระดาษเป็นหลัก ไม่มีการนำระบบดิจิทัลมาช่วยลดขั้นตอนหรือลดต้นทุน
- Strategy การใช้ดิจิทัลยังเป็นแบบแยกส่วน (เช่น ใช้บัญชีแยกกับหน้าร้าน) ขาดการวางกลยุทธ์ภาพรวมเพื่อนำเทคโนโลยีมาสร้างการเติบโต
AI Gap ทุกคนรู้ว่าดี แต่ไม่มีใครรู้ว่า ต้องเริ่มยังไง
เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีแห่งยุคอย่าง AI ประกอบการ SMEs ล้วนมีความเข้าใจและอยากนำมาใช้งาน หลายคนคุ้นเคยกับการใช้ AI ในชีวิตประจำวันส่วนตัว แต่เมื่อต้องนำมาประยุกต์ใช้กับ ธุรกิจ กลับเกิดช่องว่างขนาดใหญ่
ปัญหาคือ SMEs ไม่รู้ว่าจะนำ AI เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุดในกระบวนการทำงานได้อย่างไร จะใช้ AI ช่วยทำ Digital Marketing เพื่อลดต้นทุนการยิงแอด หรือจะใช้ AI จัดการระบบหลังบ้านให้ทำงานได้เร็วขึ้นแบบไหน นี่คือความท้าทายที่ทำให้เทคโนโลยีขั้นสูงยังเป็นภาพเบลอสำหรับคนทำธุรกิจขนาดย่อม
เงินอุดหนุนมหาศาล ที่ SMEs ส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่ามี
หนึ่งใน Pain point คลาสสิกของการทำ Digital Transformation คือไม่มีทุน ผู้ประกอบการหลายรายล้มเลิกความตั้งใจเพราะคิดว่าต้องแบกรับต้นทุนหลักแสนหรือหลักล้านด้วยตัวเองเพียงลำพัง
แต่ในความเป็นจริง ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือและเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า รวมถึงระบบการร่วมจ่าย ที่พร้อมสนับสนุน SMEs อย่างเต็มที่ แต่ปัญหาคือ ข้อมูลเหล่านี้ไปไม่ถึงผู้ประกอบการ ทำให้หลายคนพลาดโอกาสในการใช้เครื่องมือดิจิทัลมาตรฐานสูงในราคาที่เข้าถึงได้ หรือกระทั่งได้ใช้ฟรีเพื่อทดลองระบบก่อนตัดสินใจ
ไม่เคยทำ Digital Transformation ต้องเริ่มที่ไหน?
สำหรับ SMEs ที่รู้สึกว่าธุรกิจของตนเองยังเป็นศูนย์ในเรื่องนี้ คำแนะนำที่สำคัญที่สุดคืออย่าเพิ่งไปซื้อระบบหรือลองผิดลองถูกเอง
คุณ มีธรรม เล่าว่า ในวิกฤตเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ถือเป็นจังหวะเวลา ที่ดีที่สุดในการหยุดเพื่อหันมาจัดระเบียบหลังบ้าน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเดินเข้าไปหาผู้เชี่ยวชาญ เข้าคลินิกให้คำปรึกษา เพื่อทำ Business Check-up ประเมินให้ชัดเจนว่า โครงสร้างต้นทุนมีรอยรั่วตรงไหน ธุรกิจมี Core Value คืออะไร และมีความพร้อมด้าน AI หรือดิจิทัลในระดับใด เมื่อรู้จุดอ่อนของตัวเองแล้ว จึงค่อยเลือกใช้เครื่องมือที่พอดี และ ตอบโจทย์ กับปัญหามากที่สุด
4 ฟันเฟืองรัฐ ติดปีก SMEs สู่การเติบโต

เพื่อทลายทุกกำแพงที่กล่าวมา โครงการ SMEs Growth 2026 จึงเกิดเป็นปีที่ 4 โดยการผนึกกำลังของ 4 หน่วยงานหลัก ที่นำจุดแข็งของแต่ละแห่งมารวมศูนย์เพื่อช่วย SMEs แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น
- ETDA (สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) รับบทเป็น Facilitator ผู้เชื่อมโยงระบบ สนับสนุนด้วยเครื่องมือประเมินความพร้อม ให้ความรู้เรื่อง e-Tax Invoice ช่วยลดต้นทุนกระดาษ พร้อมจัด Business Matching จับคู่ธุรกิจกับ Digital Provider ที่ได้มาตรฐาน
- depa (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) มาพร้อมมาตรการ D-Transform ออกเงินอุดหนุนช่วยจ่าย 50% (สูงสุด 200,000 บาท) สำหรับการซื้อ Digital Solution และมี D-Voucher ให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ทดลองใช้เทคโนโลยีฟรี 6 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงก่อนลงทุน
- สสว. (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ปลดล็อกเรื่องต้นทุนด้วยโครงการ BDS (SME ปัง ตังได้คืน) ช่วยร่วมจ่ายค่าพัฒนาธุรกิจสูงสุด 50–80% (วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท/ปี)
- SME D Bank & บสย อุดช่องโหว่เรื่องเงินทุนด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้นเพียง 3% (วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท) โดยเฉพาะกลุ่ม Green Productivity และที่สำคัญ มี บสย. เข้ามาช่วยใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อ ทำให้ SMEs ที่ไม่มีหลักทรัพย์ก็สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
เทคโนโลยีดิจิทัลในวันนี้ ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ใช้เพียงเพื่อความอยู่รอด อีกต่อไป แต่มันคือเครื่องมือพื้นฐานสำหรับการเติบโต โครงการความร่วมมือเชิงรุกในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยยกระดับ SMEs ไทย ให้ก้าวข้ามจากการเป็นแค่ Digital Follower สู่การเป็นธุรกิจที่สามารถ Scale up จากขนาดเล็กสู่ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนครับ
ที่มา
งานแถลงข่าว ETDA SMEs Growth 2026








