ล้มเหลวไม่เป็นท่า Ford ใช้ AI แทนที่คน กลับถูกเรียกคืนรถมากที่สุด

ถอดบทเรียน Ford เมื่อแผนใช้ AI แทนที่วิศวกรทำงานพังไม่เป็นท่า จนต้องจ้างวิศวกรรุ่นเก๋า 350 คนกลับมากู้สถานการณ์

กลายเป็นบทเรียนราคาแพงของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เมื่อ Ford ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า แผนการเร่งนำ ระบบ AI มาใช้ในกระบวนการออกแบบและผลิตเพื่อหวังจะลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วนั้นล้มเหลว

ซ้ำร้ายการดึงดันใช้ AI แทนที่คน ในช่วงที่ผ่านมา ยังส่งผลให้คุณภาพรถยนต์ของ Ford ดิ่งลงเหว จนกลายเป็นแบรนด์ที่ถูกเรียกคืนรถมากที่สุดในอุตสาหกรรม ล่าสุด Ford ต้องกลืนน้ำลายตัวเองด้วยการจ้างวิศวกรรุ่นเก๋ามากกว่า 350 คนกลับมาทำงาน เพื่อสังคายนาและอุดรอยรั่วที่ปัญญาประดิษฐ์ทำพังไว้

ผู้บริหารของ Ford เปิดเผยว่า ความผิดพลาดครั้งใหญ่คือบริษัทคิดว่าแค่ป้อนข้อมูลและปรับเงื่อนไขการออกแบบในระบบคอมพิวเตอร์ AI ก็จะได้รถยนต์ที่มีคุณภาพสูงออกมาทันที แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะเมื่อวิศวกรที่มีประสบการณ์ลาออกไป องค์ความรู้เชิงลึกที่สะสมมานานหลายทศวรรษและไม่ได้ถูกบันทึกเป็นเอกสาร ก็ไม่ได้ถูกนำไปเทรนให้ AI ด้วย ส่งผลให้ระบบอัจฉริยะเหล่านี้กลายเป็นระบบที่ไร้เดียงสา มองไม่เห็นปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะในรถรุ่นเรือธงอย่าง Explorer และ Aviator ที่เจอปัญหาการผลิตอย่างหนัก จนทำให้บริษัทต้องหันมาฺเปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยกลับไปดึงตัววิศวกร Ford ระดับปรมาจารย์กลับมาคุมพิมพ์เขียวและสอนงาน AI อีกครั้ง ควบคู่กับการตั้งทีมตรวจสอบคุณภาพซอฟต์แวร์โดยเฉพาะเพื่อเน้นการป้องกัน ก่อนรถจะออกจากโรงงาน ไม่ใช่ตามล้างตามเช็ดคอยเรียกคืนรถเหมือนที่ผ่านมา

เคสนี้ของ Ford คือเรื่องตบหน้าความมั่นใจของกลุ่มทุนสายเทคที่พยายามจะตะบี้ตะบันใช้ AI ไล่เลย์ออฟพนักงานเพื่อเซฟค่าใช้จ่ายอย่างแท้จริง สิ่งที่วงการเทคต้องจับตาดูต่อไปคือ ภาพลวงตาของ Big Data” เพราะข้อมูลที่ AI นำไปประมวลผลนั้น ต่อให้มีปริมาณมหาศาลแค่ไหน แต่ถ้าขาดหน้างานจริง ที่เกิดจากชั่วโมงบินและการลองผิดลองถูกของมนุษย์ AI ก็เป็นได้แค่เครื่องมือสถิติที่เดาสุ่มในโลกอุดมคติเท่านั้น

สำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ สิ่งนี้คือสัญญาณเตือนว่า รถยนต์ยุคใหม่ที่กลายเป็นสมาร์ตโฟนติดล้อ กำลังถูกเร่งผลิตเร็วเกินไปจนน่ากลัว และหากแบรนด์รถยนต์ยังแยกแยะไม่ออกว่าส่วนไหนควรใช้ Automation ส่วนไหนควรใช้ฝีมือมนุษย์… คนที่ต้องรับกรรมขับรถไปซ่อมไป ก็คงหนีไม่พ้นผู้ใช้อย่างเราล่ะนะ…

ที่มา

techspot