ขาดทุนมหาศาล ถอดบทเรียนใช้ AI แทนคน โจทย์ที่ธุรกิจต้องหาทางแก้

AI แทนคน

ความฝันของบอร์ดบริหารในยุค AI Boom มักเริ่มต้นด้วยสมการง่ายๆ นั่นคือการใช้ AI แทนคน โดยมองการตัดมนุษย์ออกจากกระบวนการ = ลดต้นทุนทันที

ภาพการถอดพนักงานออกแล้วปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์คุมระบบแบบ 100% กลายเป็นเข็มทิศเชิงกลยุทธ์ที่หลายองค์กรวิ่งเข้าหา

ทว่า เมื่ออัลกอริทึมที่ถูกสวมหมวกวิเศษต้องออกไปเจอโลกความเป็นจริง ที่เต็มไปด้วยความผันผวน กลโกง มนุษย์เจ้าเล่ห์ และบริบทเชิงซ้อน ความฝันสุดแสนหวานกลับกลายเป็นฝันร้ายราคาแพง

ความบกพร่องเชิงโครงสร้างของ AI แบบไร้การควบคุมโดยมนุษย์ ได้สร้างบาดแผลทางบัญชีระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ ทำลายชื่อเสียงองค์กรที่สะสมมานาน และทิ้งบทเรียนอันเจ็บปวดไว้ให้โลกธุรกิจ ในวันที่ตัดสินใจใช้ AI แทนคน

หนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย คือธนาคารไร้สาขาอย่าง CLICX ที่ใช้ AI ปล่อยคำนวนเพื่อปล่อยสินเชื่อแทนคน แต่ AI ดันไม่ได้ใช้ข้อมูลเครดิตบูโรในการตรวจสอบเพื่อปล่อยสินเชื่อ เพราะต้องการให้กลุ่มคนที่ไม่ได้ทำงานประจำ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย แต่กลับกลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มนักบิด ที่มีประวัติเสียผิดนัดชำระหนี้ เข้ามากู้และตั้งใจจะไม่จ่าย บทความ Techhub จะพามาดูเคสต่างๆ ทั่วโลก ที่ผู้บริหาร ตั้งใจเอา AI เข้ามาแทนที่คน 100% แต่กลับต้องเจอหายนะ ที่ยากจะแก้ไข

1. หายนะสายการเงิน เมื่อ AI ตาบอดในตลาดที่ผันผวน

กรณีศึกษาที่ตบหน้าความยโสของเทคโนโลยีอย่างแรงที่สุดเกิดขึ้นในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น เมื่อองค์กรปล่อยให้ AI ตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ โดยไม่มีมนุษย์คอยดึงเบรกมือ

Zillow Offers (ขาดทุน 881 ล้านดอลลาร์ ปลดพนักงาน 25%) Zillow ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ มั่นใจในโมเดลประเมินราคาบ้าน Zestimate จนถึงขั้นข้ามขั้นตอนการประเมินหน้างานโดยมนุษย์ แล้วเปลี่ยนมันเป็น ราคาเสนอซื้อจริง ทันที โมเดล AI ทำงานได้ดีในภาวะปกติ แต่เมื่อเจอวิกฤตโควิด-19 ตลาดเกิดสภาวะผันผวนอย่างรุนแรง

สิ่งที่เกิดขึ้นคือมนุษย์เจ้าเล่ห์เริ่มเห็นช่องโหว่ คนที่มีบ้านชำรุดหรืออยู่ในย่านเสื่อมโทรมรีบประเคนขายบ้านให้ Zillow ในราคาประเมินที่ AI ให้ไว้สูงเกินจริง ขณะที่บ้านสภาพดีถูกนำไปขายในตลาดปกติ ผลลัพธ์คือ Zillow กลายเป็นผู้แบกรับสต็อกบ้านราคาแพงเกินจริงไว้เต็มมือจนขายไม่ออก นำไปสู่การขาดทุนยับเยิน 881 ล้านดอลลาร์ และต้องยุบแผนกธุรกิจนี้ทิ้งทันที

2. บริการลูกค้าและคดีความ เมื่อ AI หลอน และไร้ความเห็นอกเห็นใจ

การพยายามลดต้นทุนฝ่ายบริการลูกค้า และงานเอกสารด้วย AI 100% ก่อให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นชนิดที่เงินกี่ล้านก็ซื้อกลับคืนมาไม่ได้

Air Canada สายการบินติดตั้งแชตบอต AI ตอบคำถามลูกค้า 100% ทว่าแชตบอตเกิดอาการหลอน โดยการสร้างนโยบายลดหย่อนค่าตั๋ว กรณีเดินทางไปงานศพขึ้นมาเอง และแนะนำให้ลูกค้าซื้อราคาเต็มไปก่อนแล้วค่อยมาขอคืนเงินย้อนหลัง “ทั้งที่ๆ นโยบายจริงทำไม่ได้” เมื่อลูกค้าทำตามและขอคืนเงิน Air Canada ปฏิเสธโดยอ้างว่า แชตบอตเป็นเพียงระบบอัตโนมัติ บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้จบลงที่ศาลสั่งให้สายการบินแพ้คดี โดยชี้ชัดว่า องค์กรต้องรับผิดชอบต่อทุกคำพูดที่ออกจาก AI ของตนเอง

DPD Delivery แชตบอตที่แต่งกลอนด่าบริษัทตัวเอง บริษัทนี้ เป็นบริษัทขนส่งระดับโลกพยายามใช้ AI Chatbot แต่ขาดการตั้งกั้นขอบเขตที่รัดกุม ลูกค้าจึงใช้เทคนิค Prompt Injection ก่อกวน จน AI หลุดควบคุม แต่งบทกวีวิพากษ์วิจารณ์ DPD ว่าเป็นบริษัทขนส่งที่แย่ที่สุดในโลก แถมยังหลุดคำหยาบคายใส่ลูกค้า ภาพหน้าจอถูกแชร์ไปทั่วโลกไซเบอร์จนแบรนด์ป่นปี้

UnitedHealth & Cigna โดย AI ตัดสิทธิการรักษาพยาบาลใน 1.2 วินาที บริษัทนี้ เป็นบริษัทประกันสุขภาพยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ มีการนำ AI มาใช้ปฏิเสธการเคลมค่ารักษาผู้สูงอายุเพื่อลดเวลาการตรวจเอกสาร โดย AI อย่าง “PXDX” ใช้เวลาเพียง 1.2 วินาทีต่อเคสในการสั่งปฏิเสธ โดยข้ามขั้นตอนการพิจารณาโดยแพทย์ ผลการตรวจสอบพบว่า AI มีอัตราความผิดพลาดสูงถึง 90% ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากถูกบีบให้ออกจากโรงพยาบาลทั้งที่ยังไม่หายดีจนอาการทรุดหนักหรือเสียชีวิต นำไปสู่การฟ้องร้องแบบกลุ่มครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การแพทย์

– Mata v. Avianca คดีความจาก AI มโนศาลปลอม โดยทนายความใช้ Generative AI ร่างคำฟ้องส่งศาลโดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่ง AI ได้ทำการอ้างอิงบรรทัดฐานคดีความและคำตัดสินของผู้พิพากษาที่ไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ขึ้นมาทั้งหมดอย่างแนบเนียน ผลคือทนายถูกลงโทษปรับหนัก ถูกสอบจริยธรรม และทำให้ศาลทั่วสหรัฐฯ ต้องออกกฎเหล็กว่า เอกสารทางกฎหมายทุกฉบับที่ใช้ AI ต้องมีมนุษย์ลงนามรับรอง 100%

โครงสร้างความล้มเหลว ทำไมการใช้ AI 100% ถึงพังไม่เป็นท่า?

เมื่อวิเคราะห์เจาะลึก จะพบว่าความล้มเหลวไม่ได้เกิดจาก โค้ดบั๊ก เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก สมมติฐานที่ผิดพลาดของผู้บริหาร ที่มองว่า AI คือมนุษย์จำลอง ทั้งที่ในความเป็นจริง AI มีข้อจำกัด เชิงโครงสร้างที่แก้ไม่ได้ 4 ข้อคือ

Concept Drift โลกเปลี่ยน แต่โมเดลยังจำภาพเก่า ซึ่ง Machine Learning เรียนรู้จากข้อมูลอดีต แต่เมื่อเกิดวิกฤต โรคระบาด หรือพฤติกรรมคนเปลี่ยน AI จะกลายเป็นสิ่งเก่งกาจที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร และยังคงส่งคำสั่งผิดพลาดมูลค่ามหาศาลต่อไปเรื่อยๆ อย่างมั่นใจ

Adversarial Exploitation มนุษย์พร้อมฉวยโอกาส เมื่อไหร่ก็ตามที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง มนุษย์จะพยายามหาทางโกงระบบ AI เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสายบิดสินเชื่อ หรือเจ้าของบ้านที่ยัดไส้ขายบ้านพังให้ AI ระบบที่ไม่มีมนุษย์คอยประเมินตรรกะเชิงลึก จะตกเป็นเหยื่อเสมอ

– ขาด Causal Reasoning & Empathy รู้จักแต่สถิติ แต่ไม่เข้าใจเหตุผล โดย AI ปัจจุบันเป็นเพียงเครื่องมือค้นหาความสัมพันธ์ทางสถิติ มันไม่เคยเข้าใจเหตุและผล ดั่ง AI ประกันสุขภาพที่สั่งตัดสิทธิคนไข้เพราะตัวเลขเฉลี่ยบอกว่าควรหายแล้ว โดยไม่สนใจสภาพร่างกายจริง เช่นเดียวกับ AI บริการลูกค้า ที่ไม่เข้าใจอารมณ์ความเจ็บปวดของคนที่กำลังเดือดร้อน

สุญญากาศทางกฎหมาย โดยเมื่อเกิดเรื่อง องค์กรไม่สามารถโยนความผิดให้ AI ในชั้นศาลได้ ศาลทั่วโลกตัดสินตรงกันว่า ผู้ติดตั้งระบบต้องรับผิดชอบผลกระทบ 100% การปลดคนออกจึงไม่ได้ลดความเสี่ยง แต่เป็นการสร้างความเสี่ยงทางกฎหมายที่ไร้คนคอยตั้งรับ

บทเรียนราคาแพงจากกรณีศึกษาทั้งหมดนี้ ไม่ได้บอกให้เราเลิกใช้ AI แต่กำลังบอกว่า AI ไม่ใช่สิ่งมาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นเพียงเครื่องมือเสริมศักยภาพมนุษย์เท่านั้น…

Source