ทำลายสถิติ ย้อนรอย Artemis II ภารกิจอ้อมจันทร์สู่โลก

[Top Stories] แม้อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย แต่วันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โลกได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับภารกิจ Artemis II เมื่อมนุษย์อยู่ห่างจากโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยสามารถเดินทางไปยังดวงจันทร์ได้อีกครั้งผ่านยาน Orion ก่อนจะอ้อมหลังดวงจันทร์แล้วเดินทางกลับสู่โลกในเร็ว ๆ นี้ แน่นอนว่าทันทีที่แตะพื้นโลก ก็สามารถประกาศได้เลยว่า NASA สามารถส่งมนุษย์ไปกลับดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นครั้งที่ 2 ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะมาพร้อม “ถ้วยรางวัล” สุดพิเศษ นั้นคือใบเบิกทางสู่ความเป็นไปได้หลากหลาย เช่น ‘การเดินทางสู่ดาวอังคาร’ ในอนาคต

The Artemis II crew – CSA (Canadian Space Agency) Astronaut Jeremy Hansen (far left) and NASA astronauts Christina Koch (center left), Reid Wiseman (center right), and Victor Glover (right) – participated in a live conversation with President Donald J. Trump following their historic lunar flyby during Flight Day 6

“วันนี้พวกคุณได้สร้างประวัติศาสตร์ และทำให้คนอเมริกาทั้งประเทศภูมิใจจริง ๆ นักบินอวกาศผู้กล้าหาญทั้ง 4 ของ Artemis II คือผู้บุกเบิกยุคใหม่อย่างแท้จริง”

คำกล่าวของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ Donald Trump ต่อนักบินอวกาศทั้ง 4 ซึ่งประกอบไปด้วย ชาวสหรัฐฯ 3 ราย และชาวสหรัฐฯ 1 ราย หลังวันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2026 สามารถเดินทางออกนอกโลกได้ไกลที่สุดถึง 252,756 ไมล์ หรือประมาณ 406,771 กิโลเมตร ซึ่งทำลายสถิติระยะทางของยาน Apollo 13 ที่ทำไว้ในปี 1970 ไปกว่า 6,437 กิโลเมตร

และยังกลายเป็นมนุษย์กลุ่มแรก ที่ได้เห็นพื้นที่บางส่วนของ “ด้านไกล” ของดวงจันทร์ด้วยตาเปล่า (ไม่ใช่ด้านมืดนะเออ) จนมีภาพถ่ายจาก iPhone 17 Pro ของนักบินรายหนึ่งถ่ายมาให้เห็นอีก ซึ่งเป็นภาพถ่ายดวงจันทร์ในระยะประชิด ที่เห็นรายละเอียดได้ชัดที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วย

ด้านไกลของดวงจันทร์แบบเต็ม ๆ จาก NASA

บทเรียนจาก Apollo 1 ถึง 17 (และการเมือง)

อย่างไรก็ตาม กว่าจะมาเป็น Artemis II ที่ว่าด้วยภารกิจส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์นั้น NASA ต้องผ่านบททดสอบมาไม่น้อย ผ่านโครงการ Apollo นับตั้งแต่ 1 – 17 ซึ่งทดสอบความเป็นไปได้ในการเดินทางสู่อวกาศมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะบทเรียนที่ไม่มีวันลืมอย่าง “Apollo 1

เนื่องด้วยสถานการณ์ในช่วงปี 1960 เกิดสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ และโซเวียต (ก่อนจะมาเป็นรัสเซีย) ที่มีการแข่งกันหลายด้าน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านอาวุธและอวกาศ ซึ่งตอนนั้นเองสหรัฐฯ ถูกโซเวียตแซงหน้าการแข่งขันด้านอวกาศ อย่างการส่งดาวเทียมดวงแรก ‘Sputnik-1’ และการส่ง ‘Yuri Gagarin’ มนุษย์คนแรกที่เดินทางไปสู่อวกาศได้สำเร็จผ่านยาน Vostok 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 1961

แน่นอนว่าทางสหรัฐฯ ไม่ยอมน้อยหน้า (เด็ดขาด) จึงเร่งเดินหน้าโครงการอวกาศเพื่อแข่งขันโดยเฉพาะ ดันให้ National Aeronautics and Space Administration หรือ NASA องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ เร่งมีผลงานโดยไว จนออกมาเป็น Apollo 1 ภารกิจทดสอบยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมครั้งแรกของ NASA

ทว่า Apollo 1 กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรม หลังการทดสอบบนแท่นปล่อยเมื่อวันที่ 27 มกราคม 1967 ซึ่งก็ได้คร่าชิวิตของนักบินอวกาศทั้ง 3 ท่าน (Gus Grissom , Ed White และ Roger Chaffee) จากโมดูลควบคุม (CM-012) รหัส AS-204 ที่ถูกสร้างอย่างเร่งรีบจนมีปัญหาทางเทคนิคมากมาย ที่แม้แต่นักบินก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติ และไม่ไว้วางใจเลยตั้งแต่แรก ทว่าด้วย ‘หน้าที่’ ก็ต้องทำภารกิจให้ลุล่วงเท่านั้น สุดท้ายก็เกิดประกายไฟเล็ก ๆ ในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ส่งผลให้โมดูลควบคุมดังกล่าว กลายเป็นเตาย่างที่ปิดตายทันที…

นับแต่นั้น NASA ได้รื้อระบบความปลอดภัยและออกแบบตัวยานใหม่ทั้งหมด และพยายามคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างถึงที่สุด ทั้งเป็นเหตุให้ไม่มีชื่อโครงการ Apollo 2 และ 3 ด้วย (เพื่อเป็นการให้เกียรติ) จนข้ามไปโครงการ Apollo 4 – 6 ก็มีการทดสอบการบินสู่อวกาศแบบ “ไร้คนขับ” เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของจรวด Saturn V และโมดูลลงจอดบนดวงจันทร์

This Aug. 5 1968 image was taken aboard the MV Retriever in the Gulf of Mexico, where the Apollo 7 crew, Walter Schirra, Walter Cunningham and Donn Eisele practiced water egress procedures in preparation for the October 1968 mission.

จนมาถึงโครงการ Apollo 7 ที่เมื่อ NASA มั่นใจในความปลอดภัยแล้ว ก็ทำการทดสอบการบินของยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมไปด้วย เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 1968 นับจากเหตุการณ์ใน Apollo 1 เมื่อเดือนมกราคม 1967 โดยเป็นการทดสอบยานควบคุมแบบใหม่อย่าง Command/Service Module (CSM) ในวงโคจรของโลกยาวนาน 11 วัน

ระหว่างนั้นก็มีการทดสอบระบบอีกมากมาย จนในที่สุดก็มาถึงโครงการ Apollo 11 ภารกิจที่คนทั้งโลกรอคอยและเป็นประวัติศาสตร์ เมื่อ 3 นักบินอวกาศชื่อดังทั้ง Neil Armstrong และ Buzz Aldrin ประทับรอยเท้าแรกบนพื้นผิวดวงจันทร์บริเวณ Sea of Tranquility พื้นที่สีเข้มที่มองเห็นได้จากโลก ในขณะที่ Michael Collins ขับยานแม่โคจรรออยู่ด้านบน

ปิดท้ายด้วย Apollo 17 ภารกิจสุดท้ายของโครงการ Apollo และเป็นครั้งแรกที่มีนักธรณีวิทยาเดินทางไปดวงจันทร์ด้วย (Eugene Cernan , Ronald Evans และ Harrison Schmitt ที่เป็นนักธรณีวิทยา) ครั้งสุดท้ายที่มนุษย์ได้เหยียบดวงจันทร์ในศตวรรษที่ 20 จากนั้นก็เว้นยาว ๆ

โครงการ Apollo ทั้งหมดนั้น ถือเป็นการพิสูจน์ให้เห็นเลยว่า “มนุษย์สามารถเดินทางไปดวงจันทร์ได้จริง” ทว่า NASA ก็ต้องมาตระหนักถึงต้นทุนที่ใช้ไปทั้งหมด ซึ่งมันมหาศาลมาก ๆ แม้จะได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยก็ตาม อีกทั้งขีดจำกัดของเทคโนโลยีที่มีในตอนนั้น ที่ไม่สามารถส่งมนุษย์ไปอยู่บนดวงจันทร์ในระยะยาวได้จริง ๆ ความเสี่ยงก็ยังสูงอยู่ด้วย

จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 50 ปี ถึงมีโครงการสานต่ออย่าง Artemis (2022) แต่มีเป้าหมายที่แตกต่างออกไป เป็นการทดสอบจรวด SLS และยาน Orion แบบไร้คนขับ ให้โคจรรอบดวงจันทร์ เทียบเคียงได้กับภารกิจ Apollo 4 กับ Apollo 8 และในที่สุดก็ถึงคิวของ Artemis II รอบนี้เป็นการส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์อีกครั้งในรอบ 5 ทศวรรษ แม้จะไม่มีเป้าหมายลงจอดก็ตาม แต่ทั้งหมดก็เพื่อทดสอบ ระบบช่วยชีวิต ก่อนก้าวสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

ก้าวต่อไปของ Artemis II

กลับมาที่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Artemis II ปัจจุบันยาน Orion ได้เสร็จสิ้นภารกิจโคจรรอบดวงจันทร์แล้ว และกำลังอยู่ในเส้นทางเดินทางกลับสู่โลก โดยมีกำหนดการพุ่งทะลุชั้นบรรยากาศโลกในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเป็นการทดสอบแผ่นกันความร้อน ก่อนจะกางร่มชูชีพและลงจอดบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้วย

ท้ายนี้ข้อมูลจาก Artemis II จะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่ออนุมัติความพร้อมของภารกิจ Artemis III ซึ่งจะเป็นภารกิจประวัติศาสตร์ในการส่งมนุษย์กลับไปประทับรอยเท้าบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก่อนหน้าต่อไปคือการตั้งฐานบนดวงจันทร์ เพื่อเดินทางไปยัง “ดาวอังคาร” อันเป็นหมุดหมายสำคัญของ NASA และมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้

ฉะนั้นภารกิจ Artemis II จึงไม่ใช่จุดสูงสุดของความสำเร็จ แต่เป็นสะพานเชื่อมที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะพามนุษยชาติก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ และเริ่มต้นยุคทองของการสำรวจอวกาศห้วงลึกอย่างเป็นทางการในอนาคตนั้นเองครับ

ที่มา : CBSnews , Astronomy , NASA