รีวิว LG G4 มือถือกล้องเยี่ยม มีโหมดระดับโปร พร้อมฟีเจอร์ง่ายๆ คบหาได้ไม่ผิดหวัง

หลังจากเคยแนะนำ LG G4 กันแบบหอมปากหอมคอในกิจกรรม Workshop ของงาน Commart NextGen 2015 ที่ผ่านมา คราวนี้ได้เวลามาทดสอบความน่าใช้กันบ้าง และใครที่เตรียมเงินจะซื้อมือถือรุ่นใหม่ลองอ่านรีวิวนี้ดูครับ เพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจก่อนการเลือกซื้อ

รีวิว LG G4 มือถือกล้องเยี่ยม มีโหมดระดับโปร พร้อมฟีเจอร์ง่ายๆ

(คลิกเพื่อขยายภาพใหญ่)

LG G4 อีกหนึ่งสมาร์ทโฟนไฮเอนด์แบรนด์เกาหลีใต้ประจำปี 2015 เป็นการต่อยอดจากปี 2014 อย่าง LG G3 ซึ่งครั้งนี้ LG นำเสนอความแปลกใหม่ตั้งแต่แรกเห็นด้วยฝาหลังสองแบบ สองสไตล์ แบบที่ 1 เป็นฝาหลังที่ทำจากวัสดุหนังแท้ มีตะเข็บพาดเป็นแนวตั้งอยู่กึ่งกลาง มีโลโก้ G4 ปักอยู่บริเวณมุมล่างขวาของฝาหลัง ขณะที่แบบที่ 2 ดีไซน์เป็นฝาหลังที่ทำจากพลาสติกแฝงด้วยลายเส้นตัดกันนูนขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ทาง LG ประเทศไทย ส่งมาให้ทีมงาน aripfan ได้ทดลองใช้งานครับ

มาดูที่สเปคของ LG G4

– หน้าจอ LCD Quantum Dot ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล 534ppi

– ใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 808 (2 x Cortex A57+ 4 x Cortex A53, 64-bit) และชิปประมวลผลกราฟฟิก Adreno 418

– แรม 3GB DDR3, หน่วยความจำภายใน 32GB ใส่ microSD card ได้ ความจุสูงสุด 128GB

– กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล, f/1.8, ระบบกันสั่น OIS, เลเซอร์จับโฟกัส, เซนเซอร์แบบใหม่ Color Spectrum

– กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล

– สนับสนุนการเชื่อมต่อ HSPA, LTE-Advanced, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct และ Bluetooth 4.1

– แบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh สามารถถอดเปลี่ยนแบตได้เอง, รองรับ Wireless Charging หรือการชาร์จไร้สาย และ Quick Charging เทคโนโลยีที่ช่วยให้การชาร์จเร็วขึ้น

– ซอฟต์แวร์ที่ใช้ Android 5.1 Lollipop ครอบทับด้วย LG UX 4.0

– ขนาดตัวเครื่องโดยรวม 149.8 x 76.2 x 6.3-9.8 mm, น้ำหนัก 155 กรัม

– สีของฝาหลังแบ่งเป็นสองลักษณะ : ฝาหลังทำจากพลาสติก ประกอบไปด้วย Gray, Gold, White ส่วนฝาหลังที่ทำจากหนังแท้ มีสี Black / Brown / Red / Sky Blue / Beige / Yellow

ดีไซน์

ภาพรวมของดีไซน์ภายนอกของ LG G4 เมื่อมองเผินๆ อาจไม่เห็นความแตกต่างจาก LG G3 มากนัก มีความโค้งมนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ความกระชับ เข้ากับอุ้งมือสำหรับการหยิบจับที่ถนัดมือของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น แต่หากพลิกด้านหลังมาเห็นฝาหลังหนังแท้หรือพลาสติกแฝงลวดลายก็จะทำให้รู้ทันทีว่านี้คือ LG G4 นอกจากนี้ Rear Key หรือปุ่มด้านหลังยังเป็นจุดเด่น ที่มีทั้งปุ่มพาวเวอร์, เพิ่ม-ลดเสียง หรือใช้เป็นปุ่มชัตเตอร์ถ่ายรูปได้ สร้างความแตกต่างจากสมาร์ทโฟนหลายรุ่นในท้องตลาด แม้จะมี ASUS Zenfone 2 ขยับมาใช้ปุ่มด้านหลังเช่นเดียวกันก็ตาม ขณะที่ปุ่มโฮม ปุ่ม back และ Recent App ยังเป็นลักษณะที่เรียกว่า Virtual Button ซึ่งผู้ใช้สามารถเพิ่มปุ่มคำสั่งใช้งานได้สูงสุดถึง 5 ปุ่มคำสั่งด้วยกัน

LG G4 สามารถถอดฝาหลังได้ เพื่อใช้ในการใส่ซิมการ์ดได้ถึง 2 ซิม รองรับ microSD Card ช่วยเพิ่มพื้นที่การเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 128GB แบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh สามารถถอดออกได้ ตัวเครื่องแทรกเทคโนโลยี Quick Charge ที่ช่วยให้การชาร์จแบตเร็วขึ้น และยังรองรับ Wireless Charging หรือการชาร์จไร้สาย

ขอบด้านบนของ LG G4 จะมีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนและ IR blaster สำหรับการควบคุมทีวีเสมือนรีโมทคอนโทรล ส่วนขอบด้านล่างมี jack ขนาด 3.5 มิลลิเมตร และพอร์ต microUSB 2.0

เปรียบเทียบตัวเครื่อง LG G4 VS Samsung Galaxy S6 Edge

หน้าจอแสดงผล

จากการรีวิว LG G4 จะยึดหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด QHD (2560 x 1440 พิกเซล) เช่นเดียวกับ LG G3 แต่สิ่ง LG เคยกล่าวไว้ในงานเปิดตัว คือการเพิ่ม “IPS Quantum dots” เทคโนโลยีที่รวมอยู่ในทีวี 4K รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่องาน CES 2015 ต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้หน้าจอ LG G4 มีความสว่างเพิ่มขึ้น 25%, สีสันของภาพคมชัดขึ้น 50% และมีความถูกต้องของสีถึง 98% เทียบเท่ามาตรฐานของภาพยนตร์ดิจิตอลจากฮอลลีวู้ด

อย่างไรก็ตามการเพิ่มเทคโนโลยีความคมชัดเข้ามาใน LG G4 กลับยังไม่สามารถแยกออกได้ว่าการแสดงผลบนหน้าจอนั้นมีความแตกต่างจาก LG G3 มากน้อยเพียงใด แต่ต้องขอชมว่าในขณะใช้งานนอกสถานที่ที่มีแดดจ้า นอกจากเซนเซอร์ที่ช่วยปรับความสว่างของหน้าจอในแต่ละสภาพแสง เทคโนโลยีภายใต้หน้าจอ LG G4 ยังสนับสนุนให้การแสดงผลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

การเชื่อมต่อ

ภายใน LG G4 มากับชุดการเชื่อมต่อที่สามารถใช้งานได้ทั้ง 3G และ 4G LTE ที่ให้ความเร็วได้สูงสุดถึง 300Mbps ของการดาวน์โหลด และ 50Mbps สำหรับการอัปโหลด การเชื่อม Wi-Fi มากับเทคโนโลยี 802.11ac สนับสนุน Bluetooth 4.1 รองรับ NFC นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีการสตรีมมิ่งมัลติมีเดีย DLNA และ Miracast รวมไปถึง SlimPort 4K ที่มากับ microUSB 2.0

การใช้งาน

LG G4 เลือกใช้ Qualcomm Snapdragon 808 ผิดกับที่มีการวิเคราะห์กันว่าจะเป็น Snapdragon 810 เหมือนเช่น LG G Flex 2 ซึ่งน่าจะเป็นผลพวงมาจากกระแสข่าวด้านความร้อน ทำให้ LG เลี่ยงมาใช้ Snapdragon 808 แทน ซึ่งประสิทธิภาพ ความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สาย ไม่ว่าจะเป็น 3G หรือ LTE, ความลื่นขณะทัชสกรีน หรือจะเป็นการถ่ายภาพและบันทึกวีดีโอในความละเอียดระดับ 4K ก็สามารถตอบสนองผู้ใช้ในยุคที่เน้นความรวดเร็วเป็นหลักได้อย่างน่าประทับใจ

ซอฟต์แวร์, user Interface และฟีเจอร์

LG G4 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 5.1 Lollipop พร้อมครอบทับด้วย  LG UX 4.0 user interface ที่บ่งบอกความเป็นตัวตน LG แต่แฝงด้วยสไตล์ Material Design ซึ่ง LG กล่าวสนับสนุนว่า user interface นี้ “เป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น” พร้อมทั้งขจัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในเวลาตั้งค่า เพื่อให้เกิดความง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน

Smart Bullentin

จากแนวคิดที่ต้องการให้ user interface เป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น ใน LG G4 จึงประกอบไปด้วยฟีเจอร์ที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชันที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันได้ง่ายยิ่งขึ้น อาทิ “Smart Bullentin” เพียงใช้นิ้ว swipe จากด้านซ้ายหน้าจอเข้ามา จะพบหน้าต่างในลักษณะคล้าย Widget เพื่อการเรียกใช้งานหรือกำหนดให้มีการแจ้งเตือนได้อย่างง่ายดาย ซึ่งในฟีเจอร์นี้สามารถกำหนดการใช้งานได้ 6 แบบ ได้แก่ LG Health, Calendar, Music, Smart Settings, Quick Remote และ Smart Tips

แถบแจ้งเตือน Notification

review-lg-g4-by-aripfan-16

สำหรับแถบแจ้งเตือน Notification ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ไม่พลาดทุกการติดต่อ ทั้งข้อความ SMS, หมายเลขโทรศัพท์เรียกเข้า, การแจ้งเตือนจากแอพ ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งข้อดีใน LG G4 นี้ การแจ้งเตือนที่เข้ามาจะปรากฏเป็นกล่องข้อความขนาดเล็กแทรกขึ้นมาบริเวณมุมของหน้าจอ แม้ในขณะนั้นผู้ใช้จะเปิดแอพฯ อื่นๆ อยู่ก็ตาม

Smart Setting

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานทั้งในบ้านและนอกบ้าน โดยสามารถกำหนดให้มีการเปิด-ปิดเสียง, เปิด-ปิด Wi-Fi, เปิด-ปิด Bluetooth ขณะอยู่บ้านหรือนอกบ้านได้ นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดได้ว่าเมื่อต่อหูฟังแล้วให้เล่นเพลงอัตโนมัติทันที ก็ทำได้เช่นกัน

การ Capture หน้าจอ

หลายคนที่ใช้ LG G Series ตั้งแต่ LG G2, G3 จนกระทั่งมา LG G4 อาจมีคำถามว่าในกรณีที่จะ Capture หน้าจอ จะทำได้ด้วยวิธีใด วิธีแรกเป็นการกดปุ่มพาวเวอร์และลดเสียงที่ประจำอยู่ด้านหลังตัวเครื่องพร้อมกัน แต่อาจเป็นวิธีที่หลายคนไม่ถนัดเท่าไหร่ อีกวิธีเป็นการใช้โหมด Quick Memo+ (หากเลื่อนแถบแจ้งเตือนลงมา จะพบตัวเลือกนี้เขียนย่อๆ ว่า QMemo+) เมื่อเรียกใช้งานโหมดนี้จะทำการ Capture หน้าจอ พร้อมมีตัวเลือกสำหรับการขีดเขียนหน้าจอให้ด้วย หากผู้ใช้ไม่ต้องการขีดเขียนใดๆ ก็สามารถบันทึกภาพ Capture นั้นได้เลย

การเรียกใช้โหมด Multitasking

การเปิด Multitasking หรือเปิดแอพฯ พร้อมกันสองหน้าจอใน LG G4 กลายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น เพียงผู้ใช้เปิดเข้าไปที่ Recent app จะพบปุ่มที่เรียกว่า “หน้าต่างคู่” เมื่อแตะที่ปุ่มก็จะสามารถเปิดใช้ Multitasking ได้แล้ว

เพิ่ม Virtual Button หรือปุ่มคำสั่งหน้าโฮมได้ถึง 5 ปุ่ม และเปลี่ยนสีแถบได้

ยังคงเป็นเอกลักษณ์สำหรับ LG G4 ที่ยึดตาม LG G Series ในรุ่นที่ผ่านมากับการใช้ปุ่มคำสั่งหน้าโฮมในแบบที่เรียกว่า Virtual Button ซึ่งใน LG G4 สามารถกำหนดเพิ่มหรือสลับตำแหน่งปุ่มคำสั่งได้ด้วยตัวผู้ใช้เอง สูงสุดถึง 5 ปุ่มคำสั่งและยังสามารถเปลี่ยนสีแถบได้

ขยายความสูงของคีย์บอร์ดหรือจะเปลี่ยนสีก็ทำได้

ข้อจำกัดของคีย์บอร์ดในสมาร์ทโฟน Android หลายรุ่น คือการกำหนดขนาดหรือความสูงของคีย์บอร์ดไว้แบบตายตัว ทำให้ผู้ใช้ที่มีขนาดนิ้วมือแตกต่างกันเกิดปัญหาตามมาในขณะพิมพ์ หากต้องการคีย์บอร์ดที่เพิ่มความสะดวกในการพิมพ์คงต้องควานหาแอพฯ ให้วุ่นจาก Play Store ด้วยเหตุนี้ LG G4 จึงเพิ่มตัวเลือกของการขยายความสูงของคีย์บอร์ดมาให้ด้วย ช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้กับการพิมพ์อีกด้วย

ขณะเดียวกันหากผู้ใช้ไม่ชอบโทนสีขาวของคีย์บอร์ด ก็สามารถเปลี่ยนเป็นโทนสีดำเข้มได้เช่นกัน

การเรียกใช้ปุ่ม Touch assistant

Touch assistant ใน LG G4 เป็นปุ่มอเนกประสงค์ที่เสมือนทางลัดในการเรียกใช้คำสั่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้แทนปุ่มโฮม เพิ่ม-ลดเสียง หรืออื่นๆ เมื่อเรียกใช้งานเสร็จ ผู้ใช้สามารถปิดป๊อบอัพ Touch assistant ได้เพียงการวาดรูปตัว “S”

กล้อง

เป็นอีกหนึ่งสิ่งชูโรงจาก LG G4 โดยกล้องหลังมีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.8 (เหนือกว่า Samsung Galaxy S6 และ S6 Edge ที่ค่ารูรับแสงอยู่ที่ f/1.9) ช่วยให้แสงสีเพิ่มขึ้นมากกว่า LG G3 ถึง 80% มีเลเซอร์ช่วยจับโฟกัสภาพ ต่อยอดระบบกันสั่นในเวลาถ่ายภาพด้วย OIS 2 ช่วยให้การถ่ายภาพมีความเสถียรมากขึ้นอีกเช่นกัน มีการใช้เซนเซอร์ที่เรียกว่า “Color Spectrum” โดย LG อธิบายว่าเซนเซอร์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความถูกต้องในการอ่านค่าสี RGB และสามารถปรับสมดุลแสงสีขาวในขณะถ่ายภาพ ทั้งในแบบปกติหรือการใช้แฟลช เพื่อให้ภาพที่ออกมามีสีสันที่ความใกล้เคียงเสมือนภาพที่เห็นจากสายตามนุษย์

ขณะเดียวกันฟีเจอร์ด้านการถ่ายภาพที่เพิ่มขึ้นมาของ LG G4 อาทิ การสนับสนุนสำหรับภาพ RAW + JPG, การแสดงตัวอย่างภาพแบบ Real-Time, การเปิดโหมดกล้องด้วยความเร็วเพียง 0.6 วินาที ฯลฯ มีโหมดเพื่อการถ่ายภาพทั้งแบบพื้นฐานและแบบกำหนดเอง คล้ายการใช้กล้องดิจิตอลหรือ DSLR ส่วนของการบันทึกวีดีโอยังสามารถบันทึกที่ความละเอียดในระดับ UHD และรองรับการถ่ายวีดีโอแบบ Slow motion ได้อีกด้วย

กล้องหน้าให้ความละเอียดสูงถึง 8 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.0 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ Selfie

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง LG G4 ในโหมดพื้นฐาน

จะเห็นได้ว่าการถ่ายภาพด้วยกล้องหลัง LG G4 ในโหมดพื้นฐาน สีของภาพที่ออกมาค่อนข้างแสดงถึงความนุ่นนวล และด้วยคุณสมบัติของซอฟต์แวร์ช่วยให้ภาพมีความสว่างมากขึ้นเล็กน้อย

ในโหมดกล้องแบบกำหนดเอง สามารถถ่ายภาพ macro ได้ และปรับจุดโฟกัสได้เองอีกด้วย
ในโหมดกล้องแบบกำหนดเอง สามารถถ่ายภาพ macro ได้ และปรับจุดโฟกัสได้เองอีกด้วย

เปรียบเทียบกล้องหลัง LG G4 VS Samsung Galaxy S6 Edge

ภาพจากกล้องหลัง LG G4
ภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S6 Edge
ภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S6 Edge

 

ภาพจากกล้องหลัง LG G4
ภาพจากกล้องหลัง LG G4
ภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S6 Edge
ภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S6 Edge

 

ภาพจากกล้องหลัง LG G4
ภาพจากกล้องหลัง LG G4
ภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S6 Edge
ภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S6 Edge

 

ภาพจากกล้องหลัง LG G4 ในโหมด HDR
ภาพจากกล้องหลัง LG G4 ในโหมด HDR
ภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S6 Edge ในโหมด HDR
ภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S6 Edge ในโหมด HDR

 

ภาพจากกล้องหลัง LG G4 แบบเปิดแฟลช
ภาพจากกล้องหลัง LG G4 แบบเปิดแฟลช
ภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S6 Edge แบบเปิดแฟลช
ภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S6 Edge แบบเปิดแฟลช

จากการเปรียบเทียบภาพถ่ายด้วยกล้องหลังระหว่าง LG G4 กับ Samsung Galaxy S6 Edge จะเห็นได้ว่าภาพที่ออกมาดูมีความคมชัดและเข้มข้นของสี Galaxy S6 Edge จะค่อนข้างได้เปรียบแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่ภาพจาก LG G4 จะค่อนข้างแสดงออกถึงความนุ่มนวล เพิ่มความสว่างของภาพมากขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าคุณภาพของภาพถ่ายที่ออกมาค่อนข้างใกล้เคียง สูสีและกินกันไม่ลง แต่ LG G4 จะได้เปรียบในด้านการถ่ายภาพในโหมด Manual หรือแบบกำหนดเอง ที่มีตัวเลือกในการปรับแต่งก่อนถ่ายภาพที่หลากหลายกว่า Samsung Galaxy S6 Edge

สรุป

1. ถือเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนคุณภาพจาก LG อีกหนึ่งรุ่นของปี 2015

2. การปรับดีไซน์ของฝาหลังให้มีทั้งแบบหนังแท้ และพลาสติกแฝงด้วยลายเส้นตัดกันนูนขึ้นมาเล็กน้อย อาจถูกใจผู้ใช้ แต่ไม่ทุกราย

3. ฝาหลังสามารถถอดได้ แบตเตอรี่ก็สามารถถอดได้เช่นกัน รองรับ 2 ซิมการ์ด และเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้ด้วย microSD

4. เมื่อมองจากด้านหน้าให้ความรู้สึกแทบไม่ต่างจาก LG G3

5. การดีไซน์ตัวเครื่องโดยรวมมีความโค้งขึ้นจาก LG G3 เล็กน้อย แต่ไม่ถึงขนาด LG G Flex 2 ทั้งนี้ก็เพื่อให้ความกระชับ เข้ากับอุ้งมือสำหรับการหยิบจับที่ถนัดมือของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น

6. Rear Key หรือปุ่มด้านหลัง ยังเป็นแนวทางที่ LG G4 ยึดมั่นมาตั้งแต่ LG G2 และจากพฤติกรรมการถ่ายภาพในลักษณะเซลฟี่ ที่เป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ปุ่มหลังถือว่าสร้างประโยชน์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

7. Android 5.1 Lollipop ที่ผสมผสานกับ user interface ที่เรียกว่า LG UX 4.0 ถูกออกแบบเพื่อการเข้าถึงฟีเจอร์ หรือการกำหนดค่าต่างๆ ด้วยตัวเองที่ง่ายขึ้น รวมถึงการแจ้งเตือนที่ทำให้ผู้ใช้รับรู้ได้ทันที แม้ในกรณีที่กำลังเข้าใช้งานแอพฯ อื่นๆ อยู่ก็ตาม

8. ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 808 สนับสนุนการทัชสกรีนที่ลื่นขึ้น ไม่เกิดอาการหน่วงใดๆ ขณะใช้งาน สนับสนุนการเล่นเกมที่มาพร้อมภาพกราฟฟิกระดับสูงได้อย่างน่าประทับใจ

9. จุดเด่นสำคัญอย่างกล้องหลัง เรียกใช้งานได้รวดเร็ว ภาพที่ออกมามีความชัดและสีมีความนุ่มนวล ปรับค่าการถ่ายภาพได้เอง ซึ่งน่าจะถูกใจสำหรับผู้ชื่อชอบการถ่ายภาพ ขณะที่กล้องหน้าระดับ 8 ล้านพิกเซล ให้ทั้งความชัด มีซอฟต์แวร์ที่ช่วยปรับความเนียนของผิว ตอบสนองของการเซลฟี่ได้เป็นอย่างดี

น่าซื้อหรือไม่ … ?

ก่อนอื่นต้องกล่าวก่อนว่า LG G4 ยังคงภาพลักษณ์ของการออกแบบที่ไม่ฉีกหนีจาก LG G3 เท่าใดนัก แม้จะมีการเปลี่ยนวัสดุที่นำมาใช้เป็นฝาหลังเป็นหนังแท้ก็ตาม และยังไงก็มีฝาหลังเป็นพลาสติกอีกเช่นเคย ซึ่งมาพร้อมกับความหลากหลายของสี หากนำดีไซน์ไปเปรียบเทียบกับ Samsung Galaxy S6 Edge เชื่อว่าหลายคนคงเอนเอียงไปทางสมาร์ทโฟนที่มีจอโค้ง

แม้ดีไซน์ LG G4 จะเป็นรอง Samsung Galaxy S6 Edge แต่นั่นทำให้ราคาของสมาร์ทโฟนเรือธงจากฝั่ง LG ไม่สูงขึ้นจากเดิม นั่นคืออยู่ที่ 20,990 บาท นับว่าเป็นราคาที่พอน่าคบหาได้

สำหรับการเข้าถึงฟีเจอร์ต่างๆ หรือเรียกใช้งานด้วยความสะดวก รวดเร็ว ถือว่าตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ให้ความง่ายต่อการใช้งาน อีกทั้งความยอดเยี่ยมของกล้องยังเป็นตัวชูโรงให้กับ LG G4 ที่ไม่ทำให้ผิดหวัง

ฉะนั้นแล้วหากใครที่มีงบประมาณแตะหลักสองหมื่นอยู่ในมือ แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เป็นรุ่นใด LG G4 นับเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่อยากแนะนำครับ