[AI ระดับชาติ] ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้ AI มันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทดลองอีกต่อไป แต่กลายเป็นขุมพลังหลักที่ขับเคลื่อนองค์กรไปทั่วโลกแล้ว ส่วนในไทยนั้นทาง Amazon Web Services (AWS) ร่วมกับ Strand Partners ได้เปิดเผยรายงานเจาะลึกภาพรวมประจำปี 2026 เผยมีการปลดล็อกศักยภาพที่น่าสนใจ และมีการเปิดรับเทคโนโลยีนี้อย่างมาก
ทว่าหากเจาะลึกลงไปถึงแก่นของการใช้งานจริง กลับพบว่าธุรกิจไทยส่วนใหญ่ยังคง “ติดหล่ม” อยู่ในระดับพื้นฐาน และยังไปไม่ถึงเทคโนโลยีขั้นสุดอย่าง Agentic AI เลย ฉะนั้นวันนี้ Techhub จะพาไปชำแหละรายงานฉบับนี้แบบหมดเปลือก ตั้งแต่สถิติความสำเร็จ อุปสรรคชิ้นโต ไปจนถึงกรณีศึกษาจากองค์กรชั้นนำของไทย ผ่านสายตาของ AWS ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ Data Center ประจำประเทศไทยกันครับ
ยุคทองของ AI ธุรกิจไทยแห่ใช้งาน
มีตัวเลขสถิติจากการสำรวจผู้นำทางธุรกิจ 1,000 คน และประชาชนทั่วไปอีก 1,000 คนทั่วประเทศไทย ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยนำ AI มาใช้งานอย่างสม่ำเสมอพุ่งสูงถึง 43% ซึ่งเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วที่ระดับ 32% (คิดเป็นอัตราการเติบโตเมื่อเทียบรายปีสูงถึง 34%) โดยคาดการณ์ว่ามีธุรกิจเพิ่มขึ้นราว 220,000 แห่งที่หันมาประยุกต์ใช้ AI ในช่วงปีที่ผ่านมา
หากแบ่งตามขนาดองค์กร กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ยังคงเป็นผู้นำด้วยสัดส่วนการใช้งานถึง 56% ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของประเทศก็ไล่ตามมาติด ๆ ที่ 41% โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้งาน AI หนักเป็นพิเศษเลยได้แก่
- อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน (65%)
- อุตสาหกรรมไอทีและเทคโนโลยี (64%)
- อุตสาหกรรมการผลิต (48%)
ผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ คุ้มค่าทุกการลงทุน สาเหตุที่ภาคธุรกิจเทใจให้ AI ก็เพราะผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดย 84% ขององค์กรระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างเห็นผล (เพิ่มจากปีที่แล้วที่ 81%) แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือเรื่องของ “รายได้” เพราะ 71% ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มรายได้ให้องค์กรเฉลี่ยเติบโตถึง 19% และ 73% มองว่าผลลัพธ์เหล่านี้คุ้มค่ากับการลงทุนใน AI อย่างยิ่ง สิ่งนี้สอดคล้องกับที่ 68% ของธุรกิจไทยยกให้การนำ AI มาใช้เป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญสูงสุดระดับองค์กรไปแล้ว
โตไวจริง แต่ไปไม่สุด ?
ตัวเลขการเติบโตฟังดูน่าประทับใจ แต่ทาง AWS ได้ชี้ความจริงที่ซ่อนอยู่เลยคือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ของไทยนั้นกว้าง “แต่ไม่ลึก” เมื่อแบ่งระดับการใช้งาน AI ในองค์กรไทยออกเป็น 3 ระดับ ก็จะพบสัดส่วนที่ชวนตกใจตามนี้เลย
- ระดับพื้นฐาน 74% : ธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ระดับนี้ โดยเน้นการใช้แชตบอตทั่วไป หรือโซลูชันสำเร็จรูปเพื่อช่วยงานประจำวัน หรืองานเพิ่มประสิทธิภาพแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ
- ระดับกลาง 17% : มีการบูรณาการ AI เข้ากับหลากหลายสายงานภายในธุรกิจมากขึ้น
- ระดับสูง 9% : นี่คือกลุ่มที่สามารถรวมโมเดล AI หลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน สร้างระบบเฉพาะตัว หรือถึงขั้นติดตั้งใช้งานเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Agentic AI หรือ Autonomous AI ซึ่งตัวเลขนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยจากปีที่แล้ว
ว่าด้วย Agentic AI ในไทย
สำหรับเทคโนโลยี AI ยุคใหม่อย่าง Agentic AI ก็มีความเหนือชั้นกว่าเครื่องมือแบบดั้งเดิมตรงที่สามารถคิด วางแผน ประมวลผลเชิงเหตุผล และดำเนินการตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ โดยเฉพาะในภารกิจที่ซับซ้อน หากองค์กรพัฒนาไปถึงจุดนี้ได้ ก็จะช่วยเร่งกระบวนการนวัตกรรม และพลิกโฉมโมเดลธุรกิจได้อย่างสิ้นเชิง
แต่ปัจจุบันมีองค์กรในไทยเพียง 19% เท่านั้น ที่ระบุว่าตนเองมีความพร้อมเต็มที่ในการนำเทคโนโลยีล้ำยุคเหล่านี้มาใช้ ในขณะที่กลุ่มสตาร์ทอัพกลับมีความพร้อมสูงถึง 47% แซงหน้าบริษัทขนาดใหญ่และ SME ไปไกล
เปิด 4 กำแพงขวางกั้นธุรกิจไทยจาก AI ขั้นสูง
ในสายตาของ AWS การที่องค์กรจะขยับจากการแค่พิมพ์ถามตอบแชตบอต ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลกอย่าง Agentic AI ธุรกิจไทยยังต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่หลายอย่าง โดยมี 4 เรื่องหลัก ๆ ที่ไทยยังขาดแคลนได้แก่
1. ขาดแคลนคนเก่ง (Skill Shortage) : ถือเป็นอุปสรรคอันดับ 1 ในการนำ AI มาใช้เลยครับ โดย 56% ของธุรกิจระบุว่าขาดบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI การจะไปจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกก็ทำได้ยากและมีต้นทุนสูง ทางออกที่เวิร์กสุดคือองค์กรต้อง “Upskill” คนในองค์กรนั่นเอง และทักษะที่ขาดไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคเขียนโค้ดเท่านั้น แต่คือการมี “วิจารณญาณ” ของมนุษย์ในการตรวจสอบข้อมูลและทำงานร่วมกับ AI ต่างหาก
2. ขาดแคลนทรัพยากรทางการเงิน (Funding) : 48% บอกว่าทรัพยากรทางการเงินภายในองค์กรไม่เพียงพอ และที่น่าตกใจคือกว่า 53% ของธุรกิจ ยังไม่มีงบประมาณที่จัดสรรไว้สำหรับการใช้งาน AI โดยเฉพาะ
3. ขาดระบบกำกับดูแล (Governance) ที่ชัดเจน : นี่คือเรื่องใหญ่ที่ AWS เตือนเลยครับ ทุกวันนี้พนักงานแผนกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ไอที (Non-IT) หันมาใช้ AI กันเยอะมาก (กว่า 70%) แต่องค์กรกลับมีเพียง 19% เท่านั้นที่มีนโยบายควบคุมการใช้งานที่ชัดเจน ทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่อง “Shadow AI” หรือการที่พนักงานแอบซื้อ AI มาใช้กับข้อมูลความลับบริษัทโดยไม่มีใครตรวจสอบนั่นเอง
4. ขาดกลยุทธ์ระดับองค์กร (Lack of Strategy) : มีองค์กรเพียง 21% ที่มีกลยุทธ์ AI แบบเป็นทางการและครอบคลุม ส่วนใหญ่มอง AI เป็นแค่เครื่องมือแยกย่อยหรือโปรเจกต์ทดลองส่วนบุคคล ทำให้การขยายผลการใช้งานให้ลึกซึ้งทั้งองค์กรทำได้ยาก
ไทยพร้อมไหม ? ที่จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI
ทาง AWS ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า อนาคตของการแข่งขันในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่บริษัทไหนใช้หรือไม่ใช้ แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง ผสานกับกระบวนการหลักได้อย่างชาญฉลาดหรือไม่ ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันสนับสนุนเรื่องทักษะแรงงาน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และมีระบบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยที่ยืดหยุ่น เท่านั้นไทยก็จะมีความพร้อมอย่างยิ่ง ที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI ระดับโลกได้อย่างแน่นอน








