ส่องพลัง AI ตรวจจับเชื้อในกระแสเลือด เซฟชีวิตคนได้จริง

AI ตรวจจับเชื้อในกระแสเลือด

ช่วยเซฟชีวิตคนไข้ทัน AI ตรวจจับเชื้อในกระแสเลือด ก่อนสายเกินแก้ ใช้งานได้จริง ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จำนวนมากแล้ว

โรงพยาบาล Tampa General ในรัฐฟลอริดา นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้ดักจับภาวะ ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเซปซิส หนึ่งในอาการที่ฆ่าชีวิตผู้ป่วยได้เร็วที่สุด โดยโมเดลนี้เป็นการพัฒนาร่วมกับ ซอฟต์แวร์ Palantir ยักษ์ใหญ่ด้านวิเคราะห์ข้อมูลระดับโลก ผลลัพธ์คือตั้งแต่เปิดใช้งานเมื่อสิงหาคม 2022 ระบบนี้ช่วยเซฟชีวิตคนไข้ไปได้แล้วถึง 886 ราย และลดอัตราการเสียชีวิตฉับพลันจากภาวะนี้ลงได้ถึง 68%

ปกติแล้ว อาการติดเชื้อในกระแสเลือดตรวจเจอยากมากในระยะเริ่มต้น เพราะสัญญาณเตือนแรกๆ มักมาในรูปแบบของชีพจรที่เต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย หรืออุณหภูมิร่างกายที่เปลี่ยนไปนิดเดียว ซึ่งมักจะถูกกลืนหายไปกับความวุ่นวายในวอร์ดผู้ป่วย แต่ถ้าปล่อยไว้เพียงไม่กี่ชั่วโมง อาการจะลุกลามจนอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุด โดยสถิติทั่วไปพบว่าผู้ป่วยที่เป็นเซปซิส 1 ใน 5 รายมักจะไม่รอดชีวิต

ทีมแพทย์แก้ปัญหานี้โดยการนำแพลตฟอร์ม Foundry ของ Palantir มาเชื่อมต่อเข้ากับฐานข้อมูลโรงพยาบาล ทั้งประวัติการรักษาแบบดิจิทัล ผลแล็บ บันทึกของแพทย์ และมอนิเตอร์ข้างเตียงคนไข้ ระบบจะดึงข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายมารวมกันแล้ววิเคราะห์คนไข้พร้อมกันกว่า 1,000 เตียงแบบเรียลไทม์

โดยเมื่อ AI ตรวจพบแพทเทิร์นความเสี่ยงของ AI ตรวจจับเซปซิส มันจะยิงแจ้งเตือนไปที่ทีมตอบสนองเร็วทันที ทำให้คนไข้ได้รับยาปฏิชีวนะภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ช่วยลดระยะเวลาที่ต้องนอนโรงพยาบาลลงได้อีก 30%

มองในมุม Techhub นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่า บิ๊กดาต้าและการประมวลผลแบบเรียลไทม์ช่วยอุดรอยรั่วของมนุษย์ที่เกิดจากความเหนื่อยล้าในโรงพยาบาลได้จริง แต่อย่าเพิ่งมองว่า AI คือฮีโร่สายขาว 100% เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ การพึ่งพาการแจ้งเตือน (Alerts) จากซอฟต์แวร์มากเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะ Alert Fatigue หรือการที่แพทย์พยาบาลเมินเฉยต่อเสียงเตือนเพราะมันดังบ่อยเกินไป

นอกจากนี้ Palantir เองก็มีภาพลักษณ์เรื่องการเป็นซอฟต์แวร์สายดาร์ก (ขึ้นชื่อเรื่องงานสืบราชการลับและกองทัพ) การเอาบิ๊กดาต้าสุขภาพของคนไข้ไปผูกไว้กับบริษัทแบบนี้ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในระยะยาว สิ่งที่วงการแพทย์ต้องพิสูจน์ต่อไปคือ ระบบนี้จะยังแม่นยำแค่ไหนเมื่อนำไปสเกลใช้กับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนมากกว่านี้ครับ

ที่มา

techspot