สหรัฐฯ เอาจริง ใช้ กล้องตรวจจับเสียง ดักจับรถท่อดัง ปรับเฉียดแสน

กล้องตรวจจับเสียง

สหรัฐฯ ใช้ กล้องตรวจจับเสียง คู่ระบบอ่านป้ายทะเบียน ดักจับรถแต่งท่อดัง-เปิดเพลงสนั่น ส่งใบสั่งตรงถึงบ้าน โดนปรับสูงสุดเกือบแสนบาท

ตอนนี้ในสหรัฐอเมริกา ตำรวจเริ่มเอาจริงเอาจังกับคนที่ติดท่อดังหรือเปิดเพลงในรถเสียงดังลั่นทุ่ง พวกเขาไม่ได้ยืนดักโบกรถริมถนน หรือตั้งด่านเหมือนบ้านอีกต่อไป

หลายเมืองเริ่มหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง กล้องตรวจจับเสียง ที่นำมาติดตั้งควบคู่กับระบบกล้องอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ เพื่อส่งใบสั่งตรงถึงหน้าบ้านคนทำผิดกติกาบนท้องถนน

เดิมทีเทคโนโลยีกล้องอ่านป้ายทะเบียน มักถูกนำมาใช้เพื่อแกะรอยยานพาหนะที่ถูกโจรกรรม หรือติดตามรถต้องสงสัยที่พัวพันกับคดีอาชญากรรม ทว่าปัจจุบัน เมืองใหญ่หลายแห่งกลับต่อยอดด้วยการนำเซนเซอร์ตรวจวัดคลื่นเสียงมาประกบเข้าด้วยกัน

ซึ่งหากรถคันไหนวิ่งผ่านแล้วระดับเสียงท่อหรือเสียงเพลงดังทะลุเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะบันทึกทั้งภาพและเสียงพร้อมล็อกป้ายทะเบียนทันที

นิวยอร์กนำร่องใช้ กล้องตรวจจับเสียง ค่าปรับโหดสูงสุดเกือบแสน

นครนิวยอร์ก ได้เริ่มทดสอบระบบนี้มาตั้งแต่ปี 2021 ก่อนจะเปิดใช้งานจริงในปี 2022 โดยข้อมูลในปี 2025 ระบุว่า มีการติดตั้งกล้องตรวจจับเสียงเพียง 12 ตัวทั่วนครนิวยอร์ก แต่สามารถตรวจจับเหตุเสียงดังเกินพิกัดได้สูงถึง 15,994 ครั้ง และนำไปสู่การออกใบสั่งดำเนินคดีได้ถึง 1,691 ราย

เรื่องค่าปรับก็ไม่ใช่เล่น ๆ กฎหมายของนครนิวยอร์กระบุโทษปรับสำหรับผู้ที่ดัดแปลงท่อไอเสียเสียงดังไว้ที่ขั้นต่ำ 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 27,000 บาท) และอาจพุ่งสูงได้ถึง 2,625 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 88,000 บาท) เลยทีเดียว

นอกจากนครนิวยอร์กแล้ว เมืองอื่น ๆ อย่าง น็อกซ์วิลล์, ไมแอมีบีช และซานตาเฟ ก็เริ่มทดลองใช้ระบบนี้เช่นกัน

ล่าสุด เมืองเวสต์เฮเวน รัฐคอนเนทิคัต สหรัฐอเมริกา กำลังเตรียมนำอุปกรณ์ตรวจจับเสียง จำนวน 4 ชุด มาติดตั้งพ่วงกับกล้องอ่านป้ายทะเบียนเดิม ตลอดแนวชายหาด หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านเรื่องมลพิษทางเสียงมาอย่างยาวนาน โดยมีโทษปรับครั้งแรกเริ่มต้นที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,300 บาท)

โดรินดา โบเรอร์ นายกเทศมนตรีเมืองเวสต์เฮเวน ชี้แจงว่า ระบบนี้ไม่ได้ออกใบสั่งอัตโนมัติแบบ 100% แต่เมื่อระบบตรวจพบระดับเสียงผิดปกติ ข้อมูลจะถูกส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบซ้ำก่อนออกใบสั่งจริง เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม ที่สำคัญทางเทศบาลเป็นเจ้าของอุปกรณ์และควบคุมฐานข้อมูลเองทั้งหมด ไม่มีการแบ่งปันข้อมูลให้กับบริษัทภายนอก

สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไปและผู้อยู่อาศัย เทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหามลพิษทางเสียงที่กวนใจและลดความตึงเครียดในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันกำลังผลักดันให้เราก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการถูกจับตามอง (Surveillance Society) อย่างเลี่ยงไม่ได้ หากภาครัฐไม่มีการกำหนดเกณฑ์เดซิเบลที่โปร่งใส การตรวจสอบความถูกต้องของเซนเซอร์ และระบบยื่นอุทธรณ์ที่ชัดเจน ผู้ขับขี่อาจกลายเป็นเหยื่อของความผิดพลาดทางเทคโนโลยีที่ต้องแบกรับค่าปรับหลักหมื่นโดยไม่เป็นธรรมเช่นกัน

ที่มา : techspot