สหรัฐฯ อนุมัติสร้าง เตานิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รับมือวิกฤตไฟฟ้าตึงตัวจากศูนย์ข้อมูล AI ชูจุดเด่นสร้างไว ปลอดภัยสูง และต้นทุนคุ้มค่า
สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์แห่งสหรัฐอเมริกา อนุมัติใบอนุญาตก่อสร้าง เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) รุ่น BWRX-300 ให้กับการไฟฟ้าวาเลย์เทนเนสซี นับเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานแห่งแรกของสหรัฐฯ ที่ได้รับใบอนุญาตสร้างเตาปฏิกรณ์รุ่นนี้อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางวิกฤตความต้องการกระแสไฟฟ้าที่พุ่งสูงแบบก้าวกระโดด
สำหรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก กำลังกลายเป็นเทรนด์พลังงานใหม่ทั่วโลก (ในไทยเองก็เริ่มศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว) โดยเป็นเทคโนโลยีที่ลดขนาดแต่เพิ่มความปลอดภัย
หัวใจหลักของโครงการนี้คือเทคโนโลยี BWRX-300 ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัท GE Vernova และ Hitachi โดยพัฒนาต่อยอดมาจากระบบเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด ที่ใช้งานเชิงพาณิชย์มาอย่างยาวนาน มีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 300 เมกะวัตต์ หรือราวหนึ่งในสี่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่รุ่นใหม่อย่างโรงไฟฟ้าว็อกเทิล รัฐจอร์เจีย จุดเด่นคือมันไม่ได้มีแค่ขนาดที่กะทัดรัดลง แต่คือความเรียบง่ายของระบบวิศวกรรม ไม่ว่าจะเป็น
– ระบบความปลอดภัยเชิงรับ ใช้แรงโน้มถ่วง แรงดันธรรมชาติ และการไหลเวียนของน้ำเพื่อหล่อเย็นแกนปฏิกรณ์ แทนการพึ่งพาปั๊มไฟฟ้าแรงดันสูงเพียงอย่างเดียว หากเกิดเหตุฉุกเฉินไฟดับ ระบบก็ยังคงทำงานลดความร้อนได้เองอย่างต่อเนื่อง
– โมเดลผลิตสำเร็จรูปจากโรงงาน ซึ่งชิ้นส่วนหลักถูกผลิตและประกอบล่วงหน้าจากโรงงาน แล้วนำมาติดตั้งหน้างาน ช่วยลดระยะเวลาก่อสร้าง ลดพื้นที่ใช้สอย และลดภาระความเสี่ยงทางการเงิน
การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กนี้ สาเหตุมาจาก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมมักเผชิญปัญหาเรื้อรังเรื่องงบประมาณบานปลายและสร้างล่าช้ากว่ากำหนด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเตาปฏิกรณ์คู่ใหม่ของโรงไฟฟ้าว็อกเทิลที่ผลาญงบไปกว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และเปิดใช้งานช้ากว่ากำหนดนานหลายปี โมเดล SMR จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point นี้โดยตรง ด้วยแนวคิดการสร้างเป็นฝูงเตาปฏิกรณ์ ที่ใช้พิมพ์เขียวเดียวกันผลิตซ้ำเป็นชุดเพื่อให้ติดตั้งได้เร็วขึ้น
ทำไมต้องนิวเคลียร์ พลังงานสะอาดใช้ไม่ได้หรือ? ต้องยอมรับว่า พลังงานหมุนเวียนอย่างลมหรือแสงแดดยังมีข้อจำกัดเรื่องความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ขณะที่ดาตาเซนเตอร์ขนาดใหญ่ต้องการกระแสไฟฟ้าที่เสถียรและไหลเวียนต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน นิวเคลียร์จึงกลายเป็นทางออกพลังงานคาร์บอนต่ำที่ตอบโจทย์โครงข่ายไฟฟ้าในยุค AI ที่สุด
ในมุมมองผม การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าปัญหาพลังงานตึงตัวจากยุค AI กำลังเข้าใกล้ตัวผู้ใช้งานทั่วไปมากขึ้น การขยายตัวของ Generative AI และบริการคลาวด์กำลังกินพลังงานมหาศาล หากโครงข่ายไฟฟ้าไม่สามารถจัดหาพลังงานที่มั่นคงได้ทัน ผลลัพธ์ย่อมหนีไม่พ้นการที่ค่าไฟของภาคประชาชนอาจปรับตัวสูงขึ้น
ซึ่งมาจาก การแย่งชิงพลังงานฐานและผลักดันราคาตลาดค้าส่ง โดยศูนย์ข้อมูล AI ในระดับ Hyperscalers แตกต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปตรงที่ต้องการไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันด้วย Capacity Factor สูงเกือบ 100%
ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติชั้นนำ ก็มีกำลังเงินมหาศาลและพร้อมจ่ายค่าพรีเมียมเพื่อแย่งชิงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้า ซึ่งเมื่อกำลังการผลิตไฟฟ้าฐานคาร์บอนต่ำที่มีอยู่ในระบบถูกบริษัทยักษ์ใหญ่กว้านซื้อไปจนหมด ไฟฟ้าส่วนที่เหลือในตลาดค้าส่งจึงมีราคาสูงขึ้นตามหลักอุปสงค์-อุปทาน ส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยของระบบที่ส่งต่อไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยขยับตัวขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ
ที่มา : techspot








