ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับพายุความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ทั้งวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่พัดพาฝุ่นควันข้ามพรมแดน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีน หรือแม้แต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แบ่งแยกผู้คนออกจากกัน ปัญหาเหล่านี้ซับซ้อนเกินกว่าที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะแก้ไขได้เพียงลำพัง
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ วิทยาศาสตร์กลายเป็นภาษาสากลเดียวที่เหลืออยู่ และประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นเวทีสำคัญในการต่อจิ๊กซอว์แห่งความหวังนี้ ผ่านการเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับโลกอย่าง Global Research Council (GRC) ครั้งที่ 14 ประจำปี 2026
ลองนึกภาพผู้นำหน่วยงานให้ทุนวิจัยกว่า 80 แห่ง และผู้บริหารระดับสูงจาก 70 ประเทศทั่วโลก ที่กุมชะตาเงินลงทุนด้านนวัตกรรมมหาศาล มารวมตัวกันที่กรุงเทพ เพื่อตอบคำถามเดียวว่า เราจะใช้วิทยาศาสตร์กู้โลกอย่างเท่าเทียมได้อย่างไร? มันจะยิ่งใหญ่แค่ไหน
และนั่นคือที่คือที่มาของการจะประชุมดังกล่าว ซึ่งครั้งนี้ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หรือ TSRI เป็นหน่วยงานหลักของประเทศไทยที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ ร่วมกับ กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) หรือ Thailand RISE Fund
นี่ไม่ใช่แค่การประชุมวิชาการที่คุยกันเรื่องทฤษฎี แต่หากจะมองว่า เป็นกองบัญชาการโลก ที่จะกำหนดว่าเงินวิจัยในอนาคตจะถูกส่งไปที่ไหน และใครจะได้ประโยชน์จากมันบ้าง ก็ถือว่าไม่ผิด
เมื่อวิทยาศาสตร์ต้องเปิดและยั่งยืน
หัวใจหลักของการประชุมครั้งนี้ถูกสรุปไว้ภายใต้สองเสาหลักคือ วิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) และ การวิจัยเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน (Research for Sustainable Communities)

Prof. Dr. Alejandro Adem ประธาน Governing Board ของ Global Research Council (GRC) และ President of Natural Sciences and Engineering Research Council of Canada (NSERC) กล่าวถึงความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ว่า องค์กรบริหารทุนวิจัยและความร่วมมือพหุภาคีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อน ววน. เพื่อประโยชน์ของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายร่วมกันที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น
ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา GRC ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการหารือระดับโลกในประเด็น Open Science และการวิจัยเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน รวมถึงการจัดกิจกรรมคู่ขนานและเวทีแลกเปลี่ยนในหลากหลายประเด็นสำคัญ อาทิ วัฒนธรรมองค์ความรู้ ระบบ Diamond Open Access การปฏิรูประบบประเมินงานวิจัย ความร่วมมือพหุภาคี การพัฒนาระบบนิเวศ Open Science ที่ครอบคลุมและเท่าเทียม ตลอดจนประเด็นความหลากหลาย ความเสมอภาค การมีส่วนร่วม
นอกจากประเด็นเรื่องความเท่าเทียมแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังสร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการเป็น การประชุมที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon-neutrality conference) ซึ่งเป็นการลงมือทำให้เห็นว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ต้องเดินไปคู่กับความรับผิดชอบต่อโลกอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่คำพูดที่สวยหรูบนแท่นปาฐกถา
Impact on Thailand คนไทยได้อะไร? จากสนามวิจัยระดับโลก
คำถามสำคัญที่คนไทยอาจสงสัยคือ การที่ผู้บริหารทั่วโลกมาคุยกันในโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ จะช่วยให้ชีวิตคนไทยดีขึ้นได้อย่างไร?

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษและเปิดการประชุมว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุม GRC 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางระบบวิจัยโลก และเรียนรู้แนวทางการให้ทุนวิจัยจากประเทศชั้นนำ เพื่อนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาระบบการให้ทุนวิจัยของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ด้าน ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. และในฐานะบอร์ดบริหาร GRC ได้เชื่อมโยงภาพทั้งหมดให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านปัญหา PM 2.5 ว่า ฝุ่นบางทีบ้านเราไม่ได้เผา แต่มันลอยมาจากประเทศข้างบ้าน โดยได้อธิบายว่าปัญหาที่ซับซ้อนเช่นนี้ต้องการมากกว่าแค่กฎหมายในประเทศ แต่ต้องการเอาคนเก่งมาชนกับคนเก่ง ผ่านกลไก Co-funding หรือการร่วมทุนวิจัยระหว่างประเทศ
สำหรับคนรุ่นใหม่ โอกาสนี้มาถึงในรูปแบบของ ทางลัดสู่ระดับโลก ผ่านความร่วมมือกับประเทศชั้นนำ ยกตัวใน แคนาดา โดย พิง คิตนิโคน เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ได้เปิดเผยข่าวดีว่า นอกจากโครงการทุน SEED ที่ส่งนักศึกษาไทยไปวิจัยที่แคนาดากว่า 200 คนแล้ว ยังมีความร่วมมือใหม่ระหว่าง Mitacs และ PMU-B ที่จะสนับสนุนนักศึกษาไทยอีกกว่า 100 คน ในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้คนไทยได้ไปเรียนรู้ในห้องแล็บระดับโลก
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ให้ประเทศไทยในระยะยาว ดังนั้น การประชุม GRC 2026 จึงไม่ใช่แค่ตอนจบของงานกิจกรรม 5 วัน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัย ที่ประเทศไทย จะไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่เป็นจุดเชื่อมของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลก
การที่ระบบนิเวศการวิจัย ของไทยเราได้รับการยอมรับและไว้วางใจในระดับสากล คือเครื่องยืนยันว่านักวิจัยไทยมีมาตรฐานที่ไม่น้อยหน้าใครในโลก ท้ายที่สุดแล้ว งานวิจัยที่ใช้เงินจากกองทุน ววน. ของไทย จะถูกยกระดับด้วยองค์ความรู้จากการประชุมครั้งนี้ เพื่อส่งมอบอากาศที่สะอาดขึ้น อาหารที่ปลอดภัย และโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับคนไทยทุกคน
ที่มา
งานประชุม GRC








