ก้าวต่อไปของการแข่งขันในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า อาจไม่ได้อยู่ที่ใครทำรถได้เร็วกว่า แต่อยู่ที่ใครมีโรงงานแบตเตอรี่ที่เทพกว่ากัน เพราะปัจจุบันแม้คนจะหันมาใช้ EV มากขึ้น แต่ราคาก็ยังสูงเกินไปสำหรับคนทั่วไป ซึ่งสาเหตุหลักมาจากต้นทุนแบตเตอรี่ ที่กินสัดส่วนถึง 40% ของราคารถทั้งคัน
ปัญหาของกระบวนการผลิตขั้วไฟฟ้าแบตเตอรี่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ระบบ Wet-Coating หรือ การเคลือบแบบเปียก ซึ่งต้องนำผงแร่ธาตุมาผสมกับสารละลายพิษให้เป็นของเหลวหนืดๆ แล้วนำไปผ่านเตาอบขนาดมหึมาเพื่อให้แห้ง
ข้อเสียคือ
– กินไฟมหาศาล โรงงานขนาดใหญ่อาจใช้ไฟเทียบเท่าบ้านคนหลายหมื่นหลัง
– ใช้พื้นที่เยอะ โดยต้องใช้ที่ดินจำนวนมากวางเครื่องจักร
– ต้นทุนสูงส่งผลให้ราคา แบตเตอรี่ EV ลดลงยาก
ทางออกใหม่คือการผลิตแบบแห้ง ที่ตัดขั้นตอนการใช้สารละลายและเตาอบทิ้งไป ซึ่งจะทำให้
– ประหยัดพลังงาน ลดการใช้พลังงานในขั้นตอนเคลือบได้ถึง 85%
– ทำให้ต้นทุนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ถูกลงได้ถึง 40%
– ลดการปล่อย CO2 และลดขนาดโรงงานให้เล็กลง
ตัวอย่างผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตามอง
Anaphite ที่อังกฤษ ใช้เทคนิคเปลี่ยนผงแร่ให้มีคุณสมบัติคล้ายทรายมหัศจรรย์ หรือ Kinetic Sand อัดขึ้นรูปได้ทันทีโดยไม่ต้องอบ ช่วยลดขนาดโรงงานและประหยัดไฟ
Sakuù ที่สหรัฐฯ ใช้แพลตฟอร์ม Kavian ที่คล้ายกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์ พิมพ์ผงแห้งลงบนฟอยล์โดยตรง วิธีนี้รองรับเคมีแบตเตอรี่หลายชนิด และเครื่องจักรมีขนาดเล็กพอที่จะตั้งในโรงรถได้
หากเทคโนโลยีการผลิตแบบแห้งนี้ทำได้จริงในระดับอุตสาหกรรม มันจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีราคาถูกลงจนคนทั่วไปจับต้องได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอีกต่อไป
ที่มา
https://www.techspot.com/news/110876-next-ev-breakthrough-isnt-car-battery-factory.html








